5 เหตุผลที่ทำให้คนเห็นผี

สำหรับคนที่เกิดและโตในประเทศไทย เราแทบจะพูดได้เลยว่าวิถีชีวิตของเราเกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องภูติผีกันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่เมื่อเราเกิดมา ผู้ใหญ่ก็มักจะบอกกันว่าอย่าไปชมเด็กทารกว่าน่ารัก เพราะผีจะอยากได้แล้วมาเอาตัวไป ดังนั้นถ้าอยากชมให้ชมว่า “น่าชัง” แทน ภายหลังความเชื่อนี้ค่อยๆ จางหายไป กลายเป็นคำเรียกที่ผสมปนเปว่า “น่ารักน่าชัง” แทน 
.

พอโตมาเราก็จะได้ยินความเชื่อเรื่องผีอื่นๆ อีก เช่น ห้ามเคาะจานตอนกินข้าว เพราะผีจะมากินด้วย ห้ามตากผ้าข้ามคืน เพราะกระสือจะมาเอาไปเช็ดปาก ห้ามลับมีดตอนกลางคืน เพราะจะโดนผีผลัก ฯลฯ ซึ่งในยุคนี้เราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าความเชื่อในสมัยโบราณเป็นเพียงกุศโลบาย เพื่อให้เรากินข้าวให้เรียบร้อย เก็บผ้าก่อนมืดเพื่อป้องกันกลิ่นอับและแบคทีเรีย รวมถึงไม่ใช้ของมีคมในที่มืด เพื่อป้องกันมีดบาดเท่านั้น
.

แต่ถึงกระนั้นเราก็ยังคงได้ยินเรื่องราวของคนเห็นผีอยู่เรื่อยๆ จนหลายคนอาจจะเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าผีมีจริงหรือเปล่า เพราะที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถหาหลักฐานมาพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดว่าผีมีตัวตนจริงหรือไม่ แต่เมื่อพิจารณาปรากฏการณ์คนเห็นผีจากเหตุผลทางวิทยาศาสตร์แล้ว เราจะสามารถหาข้อสรุปที่ทำให้คนเห็นผีออกมาได้ 5 ข้อ แต่จะมีอะไรบ้างนั้นต้องไปติดตามดูกันนะคะ
.

1. ความผิดปกติของการนอน

เมื่อพูดถึงการเจอผีระหว่างนอน หลายคนก็คงนึกอาการ “ผีอำ” ขึ้นมาเป็นอันดับแรกๆ อาการผีอำนี้เป็นอาการที่เราตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าขยับตัวไม่ได้ โดยอาจเห็นเป็นเงาคนนั่งอยู่ปลายเตียง เหยียบอยู่บนตัวเรา หรือแม้กระทั่งนั่งทับอยู่บนหน้าอกเพิ่มเติมด้วย
.

แต่ไม่ว่าผีจะมาด้วยรูปแบบไหน นักวิทยาศาสตร์จะเรียกปรากฏการณ์นี้แบบรวมๆ ว่า “ความฝันขณะตื่น” (Waking dream) อธิบายง่ายๆ คือในช่วงเวลาที่เราหลับ สมองเราจะยังคงทำงานอยู่ ทำให้เราสามารถฝันเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ประหนึ่งว่ามันเกิดขึ้นจริง อย่างเช่น ฝันว่าตัวเองกำลังวิ่งอยู่ในทุ่งดอกไม้ และเพื่อไม่ให้ร่างกายของเราลุกขึ้นมาวิ่งไปชนกำแพงในชีวิตจริง สมองจึงสั่งการให้ร่างกายของเราเป็นอัมพาตชั่วขณะ เราจะได้นอนนิ่งๆ แล้วฝันเห็นเรื่องราวต่างๆ ไป
.

ทว่าร่างกายเราก็เหมือนเครื่องจักร บางครั้งก็มีผิดพลาดกันได้ นั่นคือเราดันเผลอตื่นขึ้นมาระหว่างที่ร่างกายเป็นอัมพาตอยู่ ทำให้เราขยับตัวไปไหนไม่ได้ ด้วยความกลัวสมองที่เพิ่งตื่น กำลังง่วงๆ มึนๆ ของเราจะเริ่มคิดหาเหตุผลว่าทำไมเราถึงขยับไม่ได้และจินตนาการไปต่างๆ นานา ทำให้เกิดเป็นความฝันขณะตื่นที่เราเห็นภาพผีนั่งทับตัวเราหรือผีอำขึ้นมา
.

ดร.โจ นิกเคล นักวิจัยอาวุโสจากคณะกรรมการซีเอสไอ (Committee for Skeptical Inquiry – CSI) ที่เป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมการตรวจสอบปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ภาพความฝันในขณะตื่นของคนเรามักเชื่อมโยงกับความกลัวที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในจิตใจ เช่น ความตาย ผี มนุษย์ต่างดาว ฯลฯ ดังนั้นภาพผีที่มาอำของแต่ละคนจะแตกต่างกันไปตามความเชื่อ บางคนก็เห็นผีเจ้ากรรมนายเวร บางคนก็เห็นเอเลี่ยนมาพาตัวไป
.

นอกจากภาวะผีอำแล้ว การอดนอนยังส่งผลให้เราเกิดภาพหลอยในขณะตื่นได้ง่ายขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็นผีหรือได้ยินแต่เสียง เพราะจากสถิติของคนที่เห็นผีส่วนใหญ่มักประกอบด้วยองค์ประกอบสองอย่างนี้ คือ 1.อดนอน 2.อยู่ในที่ที่วังเวง ทำให้สมองที่เหนื่อยล้าของเราจินตนาการจนเห็นภาพหลอนจนกลายเป็นคนเห็นผีขึ้นมา
.

2. อาการกลัวผีอย่างรุนแรง (Phasmophobia)

คนที่กลัวผีจนเข้าขั้นโฟเบีย (phobia) พออยู่ในสถานที่ที่น่ากลัว อาการกลัวจนตื่นตระหนกอย่างรุนแรงหรือที่เราเรียกกันว่า แพนิค (panic) จะทำให้คนคนนั้นควบคุมตัวเองไม่ได้และเห็นภาพหลอนอันเกิดจากความกลัวที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจขึ้นมา หลังจากนั้นคนที่เป็นโฟเบียจะเริ่มมีอาการหายใจติดขัดหรือหอบหายใจถี่รัว หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ เหงื่อตก คลื่นไส้ อาเจียนในเวลาต่อมา
.

3. การขาดออกซิเจน

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องเล่าที่ว่า พอคนเรากำลังจะตาย เราจะเริ่มเห็นภาพย้อนอดีต บ้างก็เล่าว่าเห็นคนที่ตายแล้วมารับ หรือบางคนก็บอกว่ารู้สึกเหมือนวิญญาณกำลังหลุดลอยออกจากร่าง ปรากฏการณ์ทั้งหลายนี้เกิดขึ้นจากการที่สมองเรากำลังขาดออกซิเจน (Cerebral anoxia) ทำให้การรับรู้ของเราผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง หรืออาจถึงขั้นเห็นภาพหลอนเลยก็ได้
.

ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นตอนเรากำลังจะตายจริงๆ เราอาจจะแค่เดินเข้าไปในบ้านผีสิงที่ไม่มีอากาศถ่ายเท เช่น บ้านที่ประตูและหน้าต่างถูกตอกปิดสนิท หรือลงไปห้องใต้ดินที่มีอากาศน้อย เพียงแค่นี้สมองเราก็สามารถขาดออกซิเจนจนเกิดภาพหลอนขึ้นชั่วขณะได้ ซึ่งอาการหลอนนี้จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล
.

4. การสูดดมก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่เป็นพิษ

ในบ้านผีสิงหลายที่มักเป็นบ้านเก่าที่มีเชื้อราและสารพิษอย่างก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ปะปนอยู่ในอากาศ ซึ่งก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เป็นก๊าซที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ทำให้คนเราอาจเผลอสูดดมเข้าไปโดยไม่รู้ตัว และเมื่อเราหายใจเอาสารพิษเข้าไปมากๆ เราจะเริ่มมีอาการเวียนหัว คลื่นไส้ หายใจติดขัด เหนื่อย สมองมึนงงสับสน จนถึงขั้นเห็นภาพหลอนหรือหูแว่วได้ ซึ่งถ้าหากไม่รีบนำตัวผู้ป่วยออกจากสถานที่นั้นโดยทันที ผู้ป่วยอาจจะเผลอสูดสารพิษเข้าไปมากจนเสียชีวิตได้ 
.

ซึ่งจากสถิติพบว่ามีคนอเมริกันตายเพราะสาเหตุนี้มากถึง 500 คนต่อปี แต่แทนที่จะตระหนักถึงความอันตรายของก๊าซพิษนี้ คนเรากลับลือกันว่าผู้ตายเสียชีวิตเพราะโดนผีมาฆ่าแทน และถึงแม้จะไม่ตาย แต่ก๊าซนี้ก็จะไปทำลายสมอง ทำให้เกิดผลกระทบในระยะยาว นั่นคือเกิดความเสียหายต่อสมองส่วนความทรงจำ ความนึกคิด หรือควบคุมพฤติกรรม ทำให้ถึงแม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปี ผู้ป่วยก็ยังสามารถเห็นภาพหลอนหรือได้ยินเสียงแว่วเหมือนวิญญาณยังคงตามติดมาจนถึงทุกวันนี้
.

5. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

บ่อยครั้งที่เหล่าคนเห็นผีมักเล่าว่า พอไปยังสถานที่ที่มีผีอยู่แล้วจะรู้สึกเย็นวาบขึ้นมา มันต้องเป็นพลังงานลึกลับบางอย่างแน่ๆ ! แต่อันที่จริงแล้วความรู้สึกนี้เกิดจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าชั่วคราว ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติหรืออาจเกิดจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งผลกระทบถึงสมอง ทำให้เรารู้สึกเย็นวาบขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง
.

ก็จบกันไปแล้วนะคะสำหรับ 5 เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้คนเห็นผี แล้วเพื่อนๆ ล่ะคะเคยมีประสบการณ์การเห็นผีที่คล้ายคลึงกับใน 5 ข้อนี้บ้างหรือเปล่า 
.

และถ้าหากเพื่อนๆ มีคนรอบตัวที่อ้างว่าเคยเจอผี ก็ลองเช็คดูอีกทีนะคะว่ามันเกิดจากเหตุผลที่เราอธิบายไปจริงหรือไม่ เพราะถึงแม้ว่าเราไม่ได้ต้องการจะลบลู่หรือเบียดเบียนความเชื่อของคนอื่น แต่ในบางกรณีการเห็นผีก็อาจเป็นตัวบ่งชี้ถึงอย่างความผิดปกติด้านสุขภาพได้ เช่น การอดนอน หรือการสูดดมก๊าซพิษเข้าไป ดังนั้นจึงควรระวังและดูแลสุขภาพของคนใกล้ชิดด้วยนะคะ และถ้าหากใครชื่นชอบบทความสาระดีดีอย่างนี้ ก็อย่าลืมกดติดตามช่องและกดกระดิ่งแจ้งเตือนช่อง eduHUB ไว้ เพื่อจะได้ไม่พลาดบทความและคลิปใหม่ๆ ของพวกเราด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ