สุดยอดตำนานเทพ (2) : โอดิน

ก่อนหน้านี้พวกเรา eduHUB เคยทำประวัติสุดยอดตำนานเทพแห่งกรีก : ซูส กันไปแล้ว คราวนี้เราเลยจะมาเล่าถึงตำนานเทพเจ้าสูงสุดแห่งนอร์สกันบ้าง ตอนนี้หลายคนอาจจะยังงงๆ ว่ามีเทพนอร์สมีใครบ้าง แต่ถ้าหากเอ่ยชื่อ “โอดิน” ขึ้นมา คาดว่าหลายคนก็คงจะร้องอ๋อ เพราะเขาคือบิดาของ “ธอร์” เทพเจ้าสายฟ้าที่ถูกทำเป็นหนังในจักรวาลมาร์เวลมาแล้วหลายภาค ซึ่งธอร์ก็มักจะแนะนำตัวว่าเป็น “บุตรแห่งโอดิน” อยู่เสมอๆ เช่นกัน
.

โอดินถือเป็นบิดาแห่งทุกสรรพสิ่งผู้มีทั้งอำนาจ พละกำลัง และความรอบรู้ แต่ถึงแม้โอดินจะมีทุกสิ่งทุกอย่างเพียบพร้อมขนาดนั้น ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะมีความสุขเสมอไป ซึ่งโอดินจะทุกข์ทรมานเพราะเรื่องอะไร และทำไมเขาถึงมาอยู่จุดนี้ เราก็มาติดตามดูไปพร้อมกันเลยนะคะ
.

เริ่มแรกเลยคือโอดินเป็นบุตรของเทพบอร์ (Borr) และนางยักษ์เบสท์ลา (Bestla) โดยเขามีรูปลักษณ์ตามอุดมคติของชาวไวกิ้ง คือมีร่างกายบึกบึนเยี่ยงนักรบ แววตาดุดัน มีหนวดเครายาวเฟื้อย และสวมหมวกไวกิ้ง นอกจากโอดินแล้วก็มีน้องชายอีก 2 องค์คือ วี (Vé) กับ วิลี (Vili) ทั้งสามช่วยกันล้มยักษ์น้ำแข็งยีเมียร์ (Ymir) ที่เป็นศัตรูกับเทพเจ้ามาอย่างยาวนานลงได้สำเร็จและสร้างโลกขึ้นมาจากร่างของมัน ก่อนที่โอดินจะได้ขึ้นปกครองเป็นเทพสูงสุด
.

แต่การจะขึ้นเป็นผู้นำเหนือเทพทั้งปวงได้นั้น โอดินจำเป็นต้องมีความรู้ในศาสตร์ทุกแขนง ทั้งการเมืองการปกครอง การสู้รบ ฯลฯ ดังนั้นโอดินจึงได้เดินทางไปหาไมเมียร์ (Mimir) ผู้ปกป้องน้ำพุแห่งปัญญา แต่แน่นอนว่าไมเมียร์ไม่ยอมให้ใครดื่มน้ำพุนี้ง่ายๆ แม้ว่าโอดินจะชี้แจ้งว่าเขาต้องการความรู้ไปเพื่อปกครองโลกก็ตาม
.

ภาพโอดินและไมเมียร์

หลังจากที่โอดินขอร้องอ้อนวอนอยู่นาน ในที่สุดไมเมียร์ก็ยอมใจอ่อน แต่มีข้อแม้ว่าโอดินต้องเอาดวงตาของตนเองมาแลกกับน้ำเพียงหนึ่งจอก แน่นอนว่าโอดินที่กระหายวิชายอมควักลูกตาตนเองออกมาอย่างง่ายดาย ซึ่งไมเมียร์ก็นำลูกตานั้นโยนลงไปในบ่อน้ำ แทนที่น้ำแห่งความรู้ที่โอดินเอาไป และลูกตานั้นก็กลายมาเป็นเงาสะท้อนของดวงจันทร์เต็มดวงที่เราเห็นตามบ่อน้ำต่างๆ ทุกวันนี้
.

ไมเมียร์ได้ตักน้ำหนึ่งจอกให้โอดินไปตามสัญญา และเมื่อโอดินได้ดื่มน้ำแห่งปัญญาเข้าไป ความรู้ทั้งหลายก็พรั่งพรูเข้ามาในร่างกายของเขา โอดินได้กลายมาเป็นเทพแห่งอาคม มนตรา การพยากรณ์ ชัยชนะ และการล่าสัตว์ เรียกได้ว่าทำได้ทุกอย่างตั้งแต่เขียนกวีไปจนถึงชนะสงครามด้วยมนต์คาถาเลยทีเดียว
.

แต่สิ่งหนึ่งที่ไหลเข้ามาในตัวของโอดินพร้อมกับศาสตร์ต่างๆ ด้วยก็คือ “การหยั่งรู้อนาคต” อันนำมาซึ่งความทุกข์ทรมานแสนสาหัส เพราะโอดินสามารถมองเห็นความตายของทุกคนที่ตนเองรัก ตลอดจนจุดจบของทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งจุดจบที่ว่านี้ก็คือมหาสงครามแร็กนาร็อค (Raknarok) นั่นเอง สิ่งนั้นทำให้โอดินกลายเป็นเทพที่หมดอาลัยตายอยาก ข้าวปลาก็ไม่กิน วันๆ เอาแต่ดื่มเหล้าน้ำผึ้ง โดยหวังว่าแอลกอฮอล์จะทำให้ตนเองลืมความเจ็บปวดไปได้บ้าง 
.

ถึงกระนั้นการตายโดยไม่ต่อสู้เลยก็นับว่าเป็นการเสียเกียรติของนักรบเป็นอย่างมาก ดังนั้นโอดินจึงเริ่มจัดกองทัพขึ้นมาเพื่อเตรียมตัวรับมือกับสงครามในอนาคต โดยการส่งวัลคิรี (Valkyries) นางฟ้าแห่งความตายลงไปเสาะหาวิญญาณนักรบที่หน่วยก้านดีจากโลกมนุษย์
.

ภาพนางฟ้าวัลคิรี

ซึ่งคำว่า “หน่วยก้าน” ดีในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าต้องรบเก่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นนักรบที่สู้จนตัวตาย ต่อให้ศัตรูมีจำนวนเยอะกว่าหรือเก่งกว่าแบบที่เราเทียบไม่ติดก็จะพุ่งเข้าไปสู้ แล้วตายทั้งที่มือเปื้อนเลือด ดวงตายังคงกระหายชัยชนะ วัลคิรีก็จะพาวิญญาณของนักรบเหล่านั้นเดินทางข้ามสายรุ้งมายังสวรรค์ เพราะอันที่จริงแล้ววัลคิรีเป็นตัวแทนแห่งแรงกระตุ้นในการฆ่านั่นเอง
.

ด้วยเหตุนี้ วิญญาณนักรบที่นำมาจึงมีแต่พวกดุร้ายกระหายสงครามจัดๆ (ก็สมควรแหละ เพราะขนาดก่อนตายยังคิดจะบวกคนอื่นเขาอยู่เลย) แต่ในขณะเดียวกันนักรบเหล่านี้จะมีความทะเยอทะยานและกล้าหาญเป็นอย่างมาก โดยเราจะเรียกวิญญาณนักรบเหล่านี้ว่า เอนเฮเรีย (Einheriar) 
.

ภาพนักรบเอนเฮเรีย

วัลคิรีจะพาวิญญาณเหล่านี้ขึ้นมาอยู่ในพระราชวังวัลฮัลลาของโอดิน ซึ่งที่นั่นวัลคิรีจะนำอาหารและเหล้าเบียร์มาเสิร์ฟไม่ให้ขาด โดยในมื้ออาหารจะประกอบไปด้วยเหล้าในถ้วยที่ทำจากเขาสัตว์ นมแพะเฮดรันที่สามารถดื่มสดๆ จากเต้าได้ เนื้อหมูป่าแซริมเนอร์ย่างที่พอพ่อครัวจะฆ่าและย่างให้กินกันสดๆ ซึ่งพอกินเสร็จแล้ว ร่างของหมูก็จะรวมตัวกันขึ้นมาใหม่ ให้พ่อครัวได้ฆ่าและเอามาทำเป็นอาหารอีกครั้ง วนเวียนไปอย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นอาหารในวังนี้จึงเหมือนกับบุฟเฟ่ต์ที่กินเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด
.

เมื่อนักรบทุกคนอิ่มกันแล้ว ทุกคนก็จะแยกย้ายไปทำกิจกรรมสันทนาการของตนเอง อย่างเช่น เล่นหมากรุก ปาลูกดอก หรือไม่ก็สู้กันเองจนกว่าจะตาย ซึ่งแน่นอนว่าไม่ตายจริง เพราะตายแล้วก็ฟื้นกลับมาใหม่ เป็นการฝึกสกิลการต่อสู้กันเฉยๆ รอเวลาที่วัลคิรีจะเป่าแตรเรียกกินข้าวรอบต่อไป ซึ่งโอดินก็จะนั่งเป็นประธาน คอยเฝ้ามองเหล่านักรบเหล่านี้ด้วย โดยหวังว่านักรบเหล่านี้จะร่วมมือกันสู้ในสงครามครั้งสุดท้ายอย่างเต็มที่
.

ภาพหมูป่าแซริมเนอร์

เนื่องจากชีวิตในวัลฮัลลาดูมีความสุขมาก วันๆ เอาแต่กิน ดื่ม และต่อสู้ แถมยังมีเกียรติขนาดมหาเทพแบบโอดินคอยเฝ้าดูด้วย ชีวิตหลังความตายเช่นนี้จึงกลายเป็นความฝันสูงสุดของเหล่านักรบทั้งหลาย ดังนั้นถ้าใครอยากตายและขึ้นไปอยู่บนวัลฮัลลาก็ต้องทำตัวให้วัลคิรีเลือก นั่นคือการสู้แบบไม่กลัวตาย บวกได้บวก ฆ่าได้ฆ่า ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะเป็นเพื่อนหรือญาติพี่น้องก็ตาม ก็ลองคิดดูแล้วกันค่ะว่าความเชื่อนี้มันจะทำให้สงครามในสมัยนั้นโหดร้ายขนาดไหน
.

ชีวิตของโอดินเป็นไปอย่างนี้เรื่อยมาจนกระทั่งจบชีวิตลงในสงครามแร็คนาร็อกตามที่คาดไว้ โดยโอดินถูกเฟนเรียร์ (Fenrir) หมาป่าปีศาจ บุตรชายคนโตของเทพเจ้าโลกิ (Loki) และนางยักษ์อังเกอโบด้า (Angrboda) กัดเอาจนถึงแก่ชีวิต เป็นอันปิดฉากชีวิตอันแสนทุกข์ทรมานของมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่แห่งปกรณัมนอร์ส 
.

ภาพโอดินและหมาป่าเฟนเรียร์

แล้วเพื่อนๆ ล่ะคะมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง คิดว่าการกระทำของโอดินที่รวบรวมวิญญาณนักรบที่โหดเหี้ยมนี้ถูกต้องหรือไม่ เพื่อนๆ สามารถแสดงความคิดเห็นเข้ามาได้ที่ช่องคอมเม้นต์ในเพจ eduHUB ได้เลยนะคะ และถ้าหากใครชื่นชอบบทความสาระดีดีอย่างนี้ ก็อย่าลืมกดไลค์และติดตามเฟสบุ๊คแฟนเพจ eduHUB ไว้ เพื่อจะได้ไม่พลาดบทความและคลิปใหม่ๆ ของพวกเราด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ