“Space War” สงครามอวกาศ สนามชิงมหาอำนาจโลก

ในเมื่อปัจจุบันนี้การส่งคนหรือสิ่งของขึ้นบนอวกาศไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อีกต่อไป ดังนั้นประเทศมหาอำนาจจึงไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่สำรวจอวกาศเพื่อแสดงศักยภาพ แต่กลายเป็นเพื่อช่วงชิงผลประโยชน์ทางการเมืองและการทหารไปเสียแล้ว ไม่แน่ว่าอีกหน่อย เราอาจจะได้เห็นสงครามอวการอย่างในหนังไซไฟก็ได้ และในเมื่อหลายประเทศจะต่อสู้กันบนอวกาศ ก็มีความเป็นไปได้ที่ดาวเทียมหรือสถานีอวกาศอาจถูกแฮ็กหรือคุกคามในรูปแบบอื่น ทำให้รัฐบาลของหลายประเทศจำเป็นต้องคิดหาวิธีป้องกันก่อนที่จะตกเป็นเป้าหมายในเร็วๆ นี้

จากรายงานของนิกเกิ เอเชียน รีวิว กล่าวว่าประเทศที่กำลังเตรียมพร้อมลงสู่สงครามอวกาศกันได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา และรัสเซีย โดยทั้งสามได้สร้างและเริ่มทดลองยิงขีปนาวุธสำหรับทำลายดาวเทียมจากบนโลก รวมไปถึงอาวุธที่สามารถทำลายดาวเทียมจากอวกาศได้โดยตรง หรือก็คือดาวเทียมสงครามที่ติดตั้งขีปนาวุธขึ้นไปด้วย โดยเราจะเรียกมันว่า โค-ออร์บิทอลส์ (Co-orbitals)

ที่ผ่านมา มีเพียงแค่สหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่มีความศักยภาพมากพอที่จะทำลายดาวเทียมได้ แต่ในปี 2007 ในที่สุดจีนเองก็สามารถทำลายดาวเทียมพยากรณ์อากาศของตนเองได้สำเร็จ ซึ่งนี่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของจีนที่เริ่มไล่จี้ทั้งสองประเทศมหาอำนาจขึ้นมาแล้ว นอกจากนี้จีนยังได้ส่งยานสำรวจฉางเอ๋อ 4 ไปลงจอดบนดวงจันทร์ได้สำเร็จในวันที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมาอีกด้วย และนั่นยิ่งตอกย้ำความก้าวหน้าของจีนให้มากขึ้นไปอีก ซึ่งจีนก็ยังคงไม่หยุดแต่เพียงเท่านั้น แต่ยังวางแฟนไว้ว่าจะพิชิตดาวอังคารให้ได้ในปี 2020 และสร้างสถานีอวกาศเป็นของตัวเองในปี 2022 โดยจีนกล่าวว่าที่ทำไปทั้งหมดนี้ก็เพื่อมวลมนุษยชาติ

ทว่าจากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญ หลายคนมองว่าจีนไม่ได้ทำไปเพื่อสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด แต่น่าจะทำไปด้วยวัตถุประสงค์ทางการเมืองและการทหาร เพื่อแสดงให้ประเทศมหาอำนาจเห็นว่าตนเองจะก้าวสู่สงครามอวกาศครั้งนี้ด้วย

ในฝั่งสหรัฐอเมริกาเองก็มีการจัดตั้งกองทัพอวกาศขึ้นเช่นกันตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยโครงการนี้ได้รับการอนุมัติจากประธาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เอง และคาดว่าจะต้องใช้งบประมาณสูงมากถึงราวๆ 8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ถ้าหากตีเป็นเงินไทยก็อยู่ที่ประมาณ 25.5 ล้านล้านบาท โดยก่อนหน้านี้สหรัฐเองก็มีการก่อตั้งกองทัพอวกาศมาแล้ว และมีทหารอยู่ในกองทัพราว 600 คน แต่ด้วยโครงการและงบประมาณที่จะเพิ่มเข้าไปนี้ จะทำให้มีทหารเพิ่มขึ้นเป็น 1,000 คนขึ้นไปเพื่อทำภารกิจให้เสร็จภายใน 5 ปีข้างหน้า

ส่วนภารกิจที่ว่านั้นมันคืออะไร ก็สามารถฟังได้จากคำกล่าวของรองประธานธิบดีสหรัฐ ไมค์ เพนช์ ที่กล่าวไว้ว่า ตอนนี้อวกาศไม่ใช่สถานที่ที่สงบสุขและเต็มไปด้วยสันติภาพอีกต่อไป แต่จะเป็นที่ที่มีแต่ศัตรู ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่าสหรัฐจัดเตรียมกองทหารเพื่อเข้าร่วมสงครามนี่เอง เพราะในตอนนี้ประเทศจีนกับรัสเซียก็กำลังสร้างอาวุธหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเลเซอร์หรือขีปนาวุธ ดังนั้นสหรัฐจึงคิดว่าตนเองก็ต้องสร้างกองทหารขึ้นมาปกป้องผลประโยชน์ของตนเองบ้าง ซึ่งสหรัฐเองก็จะไม่ยอมแพ้ในศึกนี้เช่นกัน

นอกจากประเทศมหาอำนาจระดับ Top three แล้ว ตัดกลับมาที่มหาอำนาจอันดับ 4 และ 5 กันบ้าง นั่นคือญี่ปุ่นและอินเดีย โดยก่อนหน้านี้ทั้งสองประเทศก็เคยส่งยานอวกาศขึ้นไปบนอวกาศกันมาแล้ว อย่างยานอวกาศต้นทุนต่ำของอินเดีย และยานไฮยาบุซะของญี่ปุ่น ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ทั้งสองประเทศจะไม่เข้าร่วมศึกอวกาศในครั้งนี้ และในตอนนี้ทั้งสองประเทศก็พยายามตั้งรับกับศึกที่จะเกิดขึ้น โดยการเพิ่มความมั่นคงทางทหารอวกาศด้วยวิธีต่างๆ

ทางอินเดียได้เปิดตัวดาวเทียมจีแซท-7เอ (GSAT-7A) ดาวเทียมเพื่อการสื่อสารทางทหารขึ้นในวันที่ 19 ธ.ค. ที่ผานมา เพื่อเชื่อมต่อกับฐานทัพ ฐานเรดาร์ เครื่องบินทหาร และเครือข่ายควบคุมโดรน แต่นอกจากดาวเทียมที่ได้เปิดตัวไปแล้ว อินเดียยังคงเดินหน้าตามแผนต่อไป โดยคาดว่าจะสร้างสถานีภาคพื้นดินเพิ่ม แบ่งออกเป็นสถานีขนาดใหญ่ 5 แห่ง และขนาดเล็กอีก 500 แห่งในประเทศภูฏาน เนปาล บังกลาเทศ มัลดีฟส์ และศรีลังกา รวม 5 ประเทศ

“ในตอนนี้จีนกำลังเร่งพัฒนาความสามารถด้านอวกาศของตนเองเพื่ออนาคต สถานการณ์เช่นนี้บีบให้อินเดียเข้าสู่สงครามอวกาศ และถ้าหากไม่พัฒนาตนเองล่ะก็ อินเดียก็จะต้องเป็นฝ่ายเสียผลประโยชน์ ถ้าหากเกิดความขัดแย้งขึ้น” ราชาโกพลัน แสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ทางด้านของญี่ปุ่นเองก็ไม่น้อยหน้า เมื่อเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเองก็ได้ประกาศแนวทางความมั่นคงของชาติฉบับใหม่ออกมา ชี้ให้เห็นว่าญี่ปุ่นเองก็กังวลเรื่องการถูกโจมตีบนอวกาศเช่นกัน ทำให้ญี่ปุ่นจำเป็นต้องหาวิธีการรับมือโดยด่วน ซึ่งการจะเอาชนะหรือเสมอสามประเทศมหาอำนาจอย่างจีน สหรัฐ และรัสเซียได้นั้น ญี่ปุ่นก็จำเป็นต้องร่วมมือกับอินเดียเพื่อเสริมกำลังของตนเองให้แข็งแกร่งขึ้น ทั้งสองได้ร่วมกันอภิปรายเรื่องความมั่นคงด้านอวกาศและแลกเปลี่ยนข้อมูลการเฝ้าระวังของกันและกันด้วย

สำหรับประเทศที่ไม่ได้อันดับ Top 5 เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ หลายประเทศเริ่มมีความกังวลกับสงครามอวกาศที่กำลังจะเกิดขึ้น และได้หาวิธีรับมือโดยการเปลี่ยนมาใช้ระบบเรดาร์และเซ็นเซอร์ภาคพื้นดินเพื่อติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังภัยคุกคามจากทางอวกาศ เป็นยังไงกันบ้างกับ Space War หรือ สงครามอวกาศ สุดท้ายนี้หากถูกใจคลิปของพวกเราอย่าลืมกดติดตามและกดกระดิ่งช่อง eduHUB กันด้วยนะ