ถ้านักบินอวกาศป่วยจะรักษาอย่างไร?

นักบินอวกาศ

ทุกวันนี้เต็มไปด้วยโรคหลากหลายชนิดแต่ถ้าหากคนที่ต้องเดินทางออกไปนอกโลกอย่าง นักบินอวกาศ ป่วยขึ้นมาล่ะ จะทำอย่างไร!?

ในเดือนตุลาคม ปี 1968 มนุษย์ได้ถูกส่งขึ้นไปบนอวกาศอีกครั้งในภารกิจ Apollo7 ซึ่งการเดินทางครั้งนี้เป็นที่จับตามองอย่างมาก เพราะจะมีการส่งสัญญาภาพจากอวกาศและออกอากาศทางโทรทัศน์เป็นครั้งแรกด้วย แต่การเดินทางครั้งนี้กลับไม่ราบรื่นนัก เพราะหลังจากปล่อยยานไปได้สักพัก วอลเตอร์ เชียร์รา (Walter Schirra) ผู้บังคับบัญชาการ ก็เกิดเป็นหวัดขึ้นมา 

Apollo7
นักบินทั้งสามจากภารกิจอพอลโล7 – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ nasa.gov

ด้วยสภาพยานแคบๆ ที่ไม่มีอากาศถ่ายเทเช่นนี้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่หลังจากนั้นนักบินอีก 2 คนก็พลอยติดหวัดตามไปด้วย แถมสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงบนอวกาศยังทำให้น้ำมูกไม่ไหลออกมาทางจมูก แต่ติดอยู่อยู่ข้างในโพรงจมูก ทำให้นักบินทั้งสามรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก

ถึงแม้ว่านักบินทั้งสามคนจะป่วยกันหมด แต่เมื่อยานถูกยิงขึ้นไปบนอวกาศแล้ว จะให้นักบินทั้งสามขอลาป่วยและยกเลิกภารกิจนี้ก็คงไม่ได้ เหล่านักบินเลยต้องพยายามเอาตัวรอดเท่าที่จะทำได้ โดยการกินยาที่ติดถูกจัดเตรียมไว้ให้บนยานอวกาศ ซึ่งตลอดภารกิจ 10 วันนี้ นักบินทั้งสามได้กินยาแก้คัดจมูกเข้าไป รวมแล้วถึง 24 เม็ด

วอลเตอร์ คันนิ่งแฮม (Walter Cunningham) หนึ่งในนักบินอวกาศบรรยายสถานการณ์ในตอนนั้นว่า “ยานอวกาศเล็กๆ ที่แสนสะดวกสบายของเราได้กลายเป็นภาชนะใส่กระดาษทิชชู่”

วอลเตอร์ คันนิ่งแฮม
นักบินในภารกิจอพอลโล7 – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ airspacemag.com

นอกจากนี้เมื่อคนเราป่วย หลายคนก็คงมีอาการหงุดหงิด ไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวกันอยู่บ้าง แต่เมื่อต้องมาป่วยอยู่บนอวกาศที่งานก็ต้องทำ ทีวีก็ต้องออก จะขอหลบไปนอนพักให้หายป่วยก็ไม่ได้ สิ่งนี้จึงไปกระตุ้นอารมณ์ของนักบินอวกาศจนเกิดทะเลาะกับทีมงานที่ศูนย์ควบคุมภาคพื้นดิน (Ground control) อยู่บ่อยครั้ง ทั้งเรื่องขอเลื่อนการออกอากาศ ทั้งการไม่ยอมใส่หมวกนักบินระหว่างกลับมายังโลก โดยนักบินให้เหตุผลว่า พวกเขาอยากเคลียร์หูตัวเองระหว่างเดินทางกลับมา ก่อนที่มันจะเจ็บไปมากกว่านี้

ด้วยความขัดแย้งทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทำให้ถึงแม้ว่าภารกิจนี้จะสำเร็จไปได้ด้วยดี แต่นักบินอวกาศทั้งสามคนก็ไม่มีโอกาสได้ขึ้นบินอีกเลย แถมยังเป็นนักบินอวกาศชุดเดียวในภารกิจ Apollo ที่ถูกสั่งระงับ ไม่ให้การมอบเหรียญ Distinguished Service Medal อันเป็นรางวัลจากองค์การนาซาด้วย 

Apollo
การส่งสัญญาณภาพจากอวกาศครั้งแรกในภารกิจ Apollo 7 – ขอขอบคุณภาพประกอบจาก nasa.gov

ปัญหาเรื่องการป่วยไข้ของนักบินนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในภารกิจ Apollo 7 เท่านั้น แต่ในภารกิจ Apollo 8 และ 9 ก็เช่นกัน ดังนั้นองค์การนาซาจึงได้มีมาตราการกักตัวนักบินในสถานที่ควบคุมเป็นระยะเวลา 2 อาทิตย์ก่อนขึ้นบิน ในช่วงนี้นักบินจะได้ทำการเตรียมพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งทางองค์การก็ได้ยังอนุญาตให้ครอบครัวและญาติแวะเข้ามาเยี่ยมนักบินได้ แต่ต้องผ่านการตรวจอย่างละเอียดและได้รับการยืนยันจากทีมแพทย์เวชศาสตร์การบิน (flight surgeon) เสียก่อน

นอกจากการกักตัวแล้ว การเตรียมกล่องยาใส่ไว้บนยานอวกาศก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่านักบินจะเกิดป่วยขึ้นมาเมื่อไหร่ อาการป่วยจะเป็นยังไง และระยะเวลานานแค่ไหน แถมบนยานก็ไม่ได้มีพื้นที่ว่างมากพอจะขนยารักษาโรคขึ้นไปเยอะๆ ดังนั้นยาในกล่องพยาบาลจะต้องถูกพิจารณาและจัดเตรียมอย่างดีโดยทีมนักเทคนิคการแพทย์ และถ้าหากนักบินเกิดป่วยขึ้นมาระหว่างภารกิจ นักบินก็ต้องใช้ยาอย่างระมัดระวังและเคร่งครัดด้วย

นักเทคนิคการแพทย์
นักเทคนิคการแพทย์และกล่องปฐมพยาบาล – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ nasa.gov

ทว่าปัญหาเรื่องยากลับยังไม่หมดเพียงแค่นี้ เพราะยาที่ถูกส่งขึ้นไปบนอวกาศจะเสื่อมสภาพเร็วกว่ายาที่อยู่บนโลก ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าบนอวกาศมีปัจจัยหลายอย่างที่เร่งให้ยาเสื่อมเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสั่นสะเทือนระหว่างขึ้นบิน สภาวะไร้แรงโน้มถ่วง และรังสีบนอวกาศ ดังนั้นยาที่ใช้บนสถานีอวกาศจึงต้องมีการเปลี่ยนทุก 6 เดือน

ซึ่งการป้องกันและรับมือกับโรคภัยไข้เจ็บนี้ ทั้งนักบินอวกาศและทีมงานภาคพื้นดินต่างก็พยายามกันอย่างหนักเพื่อไม่ให้เกิดขึ้น แต่ถึงกระนั้นบางคร้ังการเจ็บป่วยก็เป็นเรื่องยากที่จะควบคุม โดยเฉพาะเมื่อใดก็ตามที่อาการป่วยของนักบินรุนแรงถึงขั้นวิกฤต อย่างในกรณีของนักบินบนอวกาศบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) เมื่อต้นปี 2019 นักบินอวกาศคนนั้นเกิดมีลิ่มเลือดอุดตัน (blood clot) บริเวณลำคอ หลังจากทำงานบนอวกาศไปได้ 2 เดือน จากระยะเวลาภารกิจ 6 เดือน 

ลิ่มเลือดอุดตัน
ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ theburnin.com

โดยทั่วไปแล้ว อาการแบบนี้จำเป็นต้องส่งตัวไปโรงพยาบาลโดยด่วน แต่จากระยะทางของสถานีอวกาศถึงโลก ถ้าจะส่งนักบินกลับไปตอนนี้ก็คงไม่ทันการแน่ ดังนั้นทางองค์การนาซาจึงได้ประสานงานกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาแนวทางการรักษา ตลอดจนคำนวนโดสยาที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงสภาพของนักบินเองและระยะเวลากว่าสเบียงยาล็อตต่อไปจะมาถึง

ในกรณีนี้ นักบินได้ใช้ยาอีน็อกซาพาริน (Enoxaparin) ที่มีคุณสมบัติเจือจางเลือด เพื่อป้องกันการจับตัวเป็นก้อนและละลายลิ่มเลือด เขาได้ฉีดยาตัวนี้ถึง 40 วันก่อนจะเปลี่ยนเป็นยาเอพิซาแบน (Apixaban) ที่ถูกส่งตามขึ้นมาสมทบในวันที่ 43 เขาได้ใช้ยาตัวนั้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะหยุดยาเมื่อเหลืออีก 4 วันก่อนสิ้นสุดภารกิจ ซึ่งระหว่างนั้นเขาก็ได้ทำอัตราซาวด์คอตัวเองเป็นประจำตามคำแนะนำของทีมนักรังสีวิทยาบนโลก เพื่อให้มั่นใจว่าเขาจะไม่เป็นไร และด้วยความช่วยเหลือทั้งหมดของทีมแพทย์และนักรังสีวิทยา ทำให้นักบินคนนั้นกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง และไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลเมื่อกลับมาถึงโลกแต่อย่างใด

การฝึกการทำ CPR
การฝึกการทำ CPR ในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ nasa.gov

นับเป็นโชคดีที่นักบินอวกาศในเคสที่เราหยิบยกมาเล่าให้ฟังนี้สามารถรอดกลับมาจากอวกาศได้อย่างปลอดภัย ถึงแม้ว่าในกรณี Apollo7 นักบินจะมีอาการไม่ค่อยดีนักและอาจต้องกลับมานอนพักรักษาตัวต่อที่โลก แต่อย่างน้อยนักบินทั้งสามก็ไม่ได้เจ็บป่วยจนถึงเสียชีวิต ซึ่งองค์การนาซาก็ได้มีการพัฒนามาตราการป้องกันอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของนักบินต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมปั๊มหัวใจ (CPR) ในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง การจัดเตรียมยา ตลอดจนมาตราการรับมือกับภาวะฉุกเฉินอื่นๆ 

แล้วท่านผู้ชมล่ะคะมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง คิดว่าองค์การนาซาควรจะมีมาตราการช่วยเหลือและดูแลสุขภาพของนักบินอวกาศอย่างไรบ้าง สามารถคอมเม้นต์เข้ามาพูดคุยกันได้ที่ด้านล่างนี้เลยนะคะ และถ้าหากใครชื่นชอบคลิปสาระดีดีอย่างนี้ ก็อย่าลืมกดติดตามช่องและกดกระดิ่งแจ้งเตือนช่อง eduHUB ไว้ เพื่อจะได้ไม่พลาดคลิปใหม่ๆ ของพวกเราด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ