เทคโนโลยีฝังชิปในสมองของ Elon Musk

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่เป็นแฟนหนังไซไฟหลายคนคงเคยได้ยินไอเดียเรื่องการฝังชิปในหัวคนมาบ้างไม่มากก็น้อย ทั้งฝังชิปเพื่อควบคุมคนอื่น ฝังชิปเพื่อติดตามตัว หรือแม้กระทั่งฝังชิปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพบางอย่างให้กับผู้ถูกฝัง เช่น การสแกนข้อมูล หรือบันทึกรายละเอียดที่เคยเห็นได้เหมือนกับเซฟไฟล์ในคอมพิวเตอร์ ซึ่งถ้าหากเรามีเทคโนโลยีสุดล้ำแบบนี้ เพื่อนๆ ลองคิดดูสิคะว่ามันจะมีประโยชน์ขนาดไหน บางทีเราอาจจะไม่ต้องท่องจำหนังสือเพื่อเตรียมสอบอีกต่อไป หรือเราอาจจะควบคุมสมองของตัวเองได้ ไม่อยากเก็บความทรงจำไหนก็แค่ลบมันทิ้งเหมือนโยนไฟล์ลงถังขยะ ฟังดูสะดวกดีใช่มั้ยคะ

เรื่องราวทั้งหมดนี้อาจจะฟังดูเหมือนเรื่องเพ้อฝันที่มีอยู่แค่ในภาพยนต์เท่านั้น แต่อันที่จริงแล้วการฝังชิปในสมองมนุษย์อาจจะเป็นเรื่องใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิดก็ได้ เพราะล่าสุดมหาเศรษฐีอย่าง อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ได้ออกมาประกาศแล้วว่าจะมีการวางจำหน่ายชิปสำหรับติดตั้งในสมองในอีกไม่ถึง 1 ปีข้างหน้านี้ แต่ชิปดังกล่าวจะเป็นอย่างไร ทำอะไรได้บ้าง เรามาติดตามดูไปพร้อมกันนะคะ

เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นในตอนที่ อีลอน มัสก์ ถูกเชิญไปนั่งพูดคุยในรายการพอดแคสต์ของ โจ โรแกน (Joe Rogan) นักแสดงตลกสัญชาติอเมริกัน โดยในรายการทั้งสองได้พูดคุยกันถึงเรื่องอนาคตของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ว่าเราจะอยู่ร่วมกับพวกมันได้อย่างไรเมื่อเราก้าวเข้าสู่ยุคที่เต็มไปด้วยปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มรูปแบบ ตลอดจนเรื่องการผสมผสานมนุษย์เข้ากับเครื่องจักร กลายเป็นลูกครึ่งไซบอร์กอย่างที่เราพบเห็นกันบ่อยๆ ในหนัง

ในระหว่างบทสนทนานี้ อีลอน มัสก์จึงได้พูดถึงเรื่องการฝังชิปในสมองคนขึ้นมา ทั้งยังบอกอีกด้วยว่าอันที่จริงมนุษย์เราก็เหมือนเป็นเครื่องจักรไปส่วนหนึ่งแล้ว เพราะที่ผ่านมาเราได้มีการผสมผสานเทคโนโลยีเข้ามาใช้รักษาอาการบาดเจ็บต่างๆ ในร่างกายมนุษย์ เช่น การใช้เครื่องวัดค่าต่างๆ ในร่างกาย หรือแม้กระทั่งการใช้อวัยวะเทียม อย่างขาเทียมหรือหัวใจเทียม ดังนั้นเรื่องของการฝังชิปในสมองมนุษย์เรา เขาคาดว่าเราน่าจะมีโอกาสได้เห็นเทคโนโลยีนี้ในอีกไม่ถึง 1 ปีข้างหน้า

และสาเหตุที่ อีลอน มัสก์ สามารถพูดเรื่องนี้ออกมาได้อย่างมั่นใจก็เพราะว่า บริษัทนิวรอลลิงค์ (Neuralink Corporation) ซึ่งเป็นบริษัทที่คิดค้นและผลิตเทคโนโลยีเกี่ยวกับประสาทเทียม โดยมีอีลอน มัสก์เป็นผู้ก่อตั้ง ได้กำลังทดลองกระตุ้นสมองด้วยชิปคอมพิวเตอร์อยู่ และกลุ่มเป้าหมายแรกสำหรับชิปนี้ก็คือผู้ป่วยที่มีอาการบาดเจ็บทางสมอง เช่น มีปัญหาด้านการมองเห็น การได้ยิน หรือการเคลื่อนไหวอันเนื่องมาจากความบกพร่องทางสมอง

เทคโนโลยีดังกล่าวนี้เรียกว่า “BrainGate” ถูกพัฒนาโดยทีมจากมหาวิทยาลัยบราวน์ (Brown University) ระบบชิปที่ว่านี้จะมีสายสื่อประสาท (threads) เส้นผ่านศูนย์กลาง 4-6 ไมโครเมตร เชื่อมต่อสมองส่วนที่เสียหายเข้ากับคอมพิวเตอร์ โดยสายสื่อประสาทจะมีทั้งหมด 96 เส้น แต่ละเส้นจะมีขั้วไฟฟ้า (electrodes) ไว้จับสัญญาณประสาทจากสมอง 

ทั้งนี้ ในขั้นทดลองเราจะใช้ขั้วไฟฟ้าแค่ 128 ขั้วก่อน เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับสมองจากการเสียดสีกับสายสื่อประสาท ซึ่งเมื่อทดลองเสร็จทางบริษัทนิวรอลลิงค์จึงได้มีการปรับเปลี่ยนสายสื่อประสาทให้อ่อนนุ่มลง และเพิ่มขั้วไฟฟ้าเป็น 3,072 ขั้ว เพื่อให้เชื่อมโยงกับระบบประสาทในสมองได้อย่างละเอียดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ในขณะที่การทดลองและพัฒนาชิปกำลังดำเนินไป ทางบริษัทนิวรอลลิงค์ก็ต้องคิดถึงเรื่องขั้นตอนการฝังชิปด้วย เนื่องจากชิปนี้ต้องฝังลงไปในสมอง ถ้าหากเกิดการผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียว สมองของผู้ป่วยอาจจะได้รับความเสียหาย ส่งผลให้อาการแย่ลงกว่าเดิมได้ ดังนั้นทางบริษัทนิวรอลลิงค์จึงได้สร้างหุ่นยนต์เพื่อฝังชิปเข้าไปในสมองโดยเฉพาะ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดจากฝีมือมนุษย์ โดยหุ่นยนต์นี้สามารถฝังชิปได้อย่างแม่นยำและเลี่ยงไม่ให้โดนเส้นเลือดต่างๆ เพื่อลดความระคายเคืองที่อาจจะเกิดขึ้นในสมอง

เทคโนโลยีดังกล่าวนี้ได้ถูกทดลองในสัตว์ อย่างหนูทดลอง เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่เคยทดลองกับมนุษย์ ซึ่งถ้าหากทำได้สำเร็จ เราก็จะสามารถแก้ไขสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับสมองและช่วยเหลือผู้ป่วยอีกหลายล้านคนทั่วโลกให้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติได้อีกครั้ง 

นับเป็นเรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจที่เราจะสามารถช่วยเหลือผู้คนได้อีกมากมายด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดนี้ ซึ่งในอนาคต ถ้าหากการฝังชิปนี้ได้ผลและเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลาย เราอาจสามารถพัฒนาต่อยอดไปถึงการใช้ชิปในเรื่องอื่นๆ ได้อีกมาก ไม่แน่ว่าบางทีชีวิตที่เหมือนในหนังไซไฟอย่างที่เราเคยดูกันมาอาจจะมาถึงในอีกไม่ช้านี้และอาจกลายเป็นเรื่องปกติในสักวันหนึ่งก็ได้

แล้วเพื่อนๆ ล่ะคะมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง คิดว่าหลังจากนี้เทคโนโลยีการฝังชิปในสมองจะพัฒนาไปในรูปแบบใด ชิปดังกล่าวจะเล็กลงมั้ย หรือการฝังชิปอาจจะง่ายขึ้นและเจ็บน้อยลง แล้วชิปดังกล่าวนี้จะสามารถทำอะไรได้อีกบ้าง เพื่อนๆ สามารถเข้ามาพูดคุยในเฟสบุ๊คแฟนเพจของ eduHUB กันได้เลยนะคะ และสุดท้ายนี้ก็อย่าลืมกดติดตามและกดกระดิ่งช่อง eduHUB กันไว้เพื่อเป็นกำลังใจให้พวกเราทุกคนด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ