นาซาคิดส่งมนุษย์อวกาศ ไปสำรวจดาวศุกร์

Venus เป็นชื่อเทพธิดาแห่งความงาม ซึ่งเป็นชื่อของดาวศุกร์ ดาวศุกร์ เป็นดาวเคราะห์ที่สว่างที่สุด เมื่อมองจากโลก และจะสังเกตเห็นได้ง่าย แม้ว่า ความเป็นจริงแล้ว ดาวดวงนี้จะไม่สามารถมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ เนื่องจากอุณหภูมิเฉลี่ยสูงมากก็ตาม แต่อีกไม่นาน นาซากำลังคิดที่จะส่งมนุษย์ไปเยือนดาวศุกร์

เมื่อราวต้นศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมานี้ มนุษย์ยังจินตนาการถึงสภาพบนดาวศุกร์ (วีนัส) ดาวเคราะห์ดวงที่ 2 ของระบบสุริยะไว้ว่าเป็นเหมือนดินแดนมหัศจรรย์อากาศอบอุ่น มีทั้งป่าไม้ หนองบึง และมีแม้กระทั่งไดโนเสาร์แต่ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ได้จากภารกิจสำรวจดาวเคราะห์ดวงนี้หลายครั้งในช่วง 2-3 ทศวรรษหลังมานี้ทำลายภาพในจินตนาการเดิมเหล่านั้นไปจนหมดสิ้น ดาวศุกร์ในความเป็นจริงไม่เหมือนสวรรค์ แต่กลับคล้ายนรกในจินตนาการของคนเรามากกว่า อุณหภูมิบนดาวศุกร์ร้อนมาก บรรยากาศหนาทึบเป็นมลพิษ และยังทำให้เกิดแรงดันบรรยากาศสูงมากบริเวณพื้นผิว

แต่ถึงอย่างนั้น องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ก็ยังมีความคิดที่จะส่งมนุษย์อวกาศไป สำรวจดาวดวงนี้ และกำลังวุ่นอยู่กับแนวคิดสำหรับภารกิจสำรวจดาวเคราะห์ดวงนี้ ซึ่งตั้งชื่อไว้ว่า “แนวคิดปฏิบัติการดาวศุกร์จากระดับสูง” (HighAltitude Venus Operational Concept- HAVOC) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “แฮว็อด” ซึ่งตามความหมายในภาษาอังกฤษ ไม่ค่อยเป็นมงคลสัก เท่าไหร่นัก เพราะ “แฮว็อด” หมายถึงหายนะหรือความยุ่งเหยิงอะไรทำนองนั้น

คำถามแรกที่เกิดขึ้นก็คือ ภารกิจนี้เป็นไปได้ไหมเพราะโดยข้อเท็จจริงแล้ว อุณหภูมิบริเวณพื้นผิวของ ดาวศุกร์นั้นสูงกว่าอุณหภูมิของดาวพุธอีกด้วยซ้ำทั้งๆ ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากกว่าดาวพุธถึง 2 เท่า อุณหภูมิบนพื้นผิวของดาวศุกร์สูงถึง460 องศาเซลเชียส ซึ่งสูงกว่าจุดหลอมเหลวของโลหะหลายชนิด รวมทั้ง บิสมัก (ธาตุโลหะหนักชนิดหนึ่ง) และตะกั่ว ซึ่งโรยตัวลงปกคลุมยอดเขาสูงๆ บนดาวศุกร์ คล้ายๆ กับหิมะบนยอดเขาบนโลก

ภูมิประเทศของพื้นผิวดาวศุกร์เป็นลานหินแห้งแล้งเกิดจากหินภูเขาไฟสลับกับเทือกเขาใหญ่ต่อเนื่องกันเป็นบริเวณกว้าง ส่วนใหญ่มีอายุทางธรณีวิทยาค่อนข้างน้อย ความร้อนใต้พื้นผิวเมื่อสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะส่งผลให้มันหลอมละลาย แล้วค่อยจับตัวแข็งใหม่อีกครั้งเมื่อความร้อนดังกล่าวถูกระบายทิ้งไปแต่แนวความคิดของนาซา ไม่ได้ต้องการส่งมนุษย์ลงไปสำรวจพื้นผิวร้อนราวนรกของดาวศุกร์นี้ แต่กลับเตรียมใช้บรรยากาศหนาทึบของดาวศุกร์เป็นฐานในการสำรวจแทน โดยการใช้ “เรือเหาะ” ซึ่งสามารถลอยตัวอยู่ได้ในบริเวณบรรยากาศชั้นบนของดาวศุกร์เพื่อเป็นฐานในการสำรวจเป็นระยะเวลาหนึ่ง

นาซาได้แนวคิดดังกล่าวนี้มาเนื่องจากบรรยากาศชั้นบน เป็นสภาพบรรยากาศที่คล้ายคลึงกับของโลกมนุษย์มากที่สุดในบรรดาชั้นบรรยากาศของดาว เคราะห์ในระบบสุริยะทั้งหมด ชั้นบรรยากาศที่ว่านี้อยู่ที่ความสูงระหว่าง 50-60 กิโลเมตรเหนือพื้นผิวของดาวศุกร์ แรงกดของบรรยากาศตอนบนนี้ใกล้เคียงกับแรงกดของบรรยากาศชั้นล่างของชั้นบรรยากาศบนโลกโดยชั้นบรรยากาศที่ระดับความสูง 55 กิโลเมตร ของดาวศุกร์ มีแรงกดดันครึ่งหนึ่งของแรงกดดันที่ระดับน้ำทะเลบนพื้นผิวโลก

ดังนั้น มนุษย์สามารถใช้ชีวิตอยู่ในชั้นบรรยากาศดังกล่าวได้โดยไม่จำเป็นต้องสวมชุดปรับแรงดันอยู่ตลอดเวลา โดยจะอยู่ในสภาพเหมือนกับเราขึ้นไปอยู่บนยอดเขาคิลิมานจาโรเท่านั้นเอง ชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์เหนือขึ้นไปจากความสูงดังกล่าวมีความหนาแน่นเพียงพอที่จะทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันมนุษย์อวกาศจากรังสีที่แผ่มาจากอวกาศ รวมทั้งรังสีจากดวงอาทิตย์ ซึ่งจะมีมากกว่าโลกเพราะอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่า ซึ่งสามารถนำมาใช้เพื่อสร้างพลังงานใช้ในฐานสำรวจลอยฟ้าได้มากกว่าบนโลกถึง 1.4 เท่าตามแนวคิดเบื้องต้น

เรือเหาะจะลอยตัวและเคลื่อนไปรอบๆ ดาวศุกร์ ด้วยกระแสลม ตัวยานเรือเหาะจะบรรจุก๊าซที่สามารถใช้หายใจได้ เช่น ออกซิเจน และไนโตรเจน พร้อมๆ กับทำหน้าที่พยุงให้ยานเรือเหาะลอยตัวอยู่ได้ เพราะมีความหนาแน่นต่ำกว่า ก๊าซในบรรยากาศของดาวศุกร์ ที่จะยกตัวยานเรือเหาะอยู่ได้

บรรยากาศของดาวศุกร์นั้น 97 เปอร์เซ็นต์เป็นคาร์บอนไดออกไซด์ อีก 3 เปอร์เซ็นต์เป็นไนโตรเจนและก๊าซอื่นๆ ที่มีในปริมาณที่พอให้ตรวจจับได้เท่านั้น และที่น่าสนใจก็คือ ในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์จะมีไอของกรดชัลฟริก ที่รวมตัวกันเป็นเมฆ(เทียบเคียงได้กับไอน้ำที่ก่อตัวเป็นเมฆในชั้นบรรยากาศบนโลก) และทำให้เรามองเห็นดาวศุกร์สุกสว่างเมื่อมองจากพื้นโลก เพราะมันสะท้อนแสงกลับออกไปได้ราว 75 เปอร์เซ็นต์

ชั้นเมฆกรดดังกล่าวนี้อยู่ที่ระหว่าง 45 กิโลเมตร จนถึง 65 กิโลเมตรจากพื้นผิว โดยมีหมอกและละอองฝนตกลงมาจนถึงระดับความสูง 30 กิโลเมตร ซึ่งทำให้ยานเรือเหาะที่จะใช้ในการสำรวจครั้งนี้ต้องสร้างขึ้นจากวัสดุที่ทนทานการกัดกร่อนของกรดชนิดนี้ให้ได้ เช่น เทฟลอน และ พลาสติกจำนวนหนึ่งซึ่งมีขีดการทนทานกรดสูง สามารถใช้เคลือบลำตัวยาน เรือเหาะภายนอกได้ และชุดอวกาศสำหรับการทำงานภายนอกยานก็ต้องคำนึงถึงการกัดกร่อนจากกรดชนิดนี้ด้วยเช่นกัน

ในช่วงทศวรรษ 1970 สหภาพโซเวียตเคยส่งยาน สำรวจหลายลำไปสำรวจดาวศุกร์ รวมทั้งไปลงจอดเพื่อถ่ายภาพพื้นผิวบางจุดมาด้วย เช่นเดียวกับที่นาซา เคยส่งยาน ยูเอส แม็กเจลแลน ไปโคจรรอบดาวเคราะห์ดวงนี้เพื่อจัดทำแผนที่พื้นผิวราว 70 เปอร์เซ็นต์ของดาวในปี 1989 และจนกระทั่งบัดนี้ภาพเหล่านั้นคือภาพชุดแรกและชุดเดียวเท่าที่มนุษย์

เราเคยได้เห็นผิวพื้นของดาวศุกร์ ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะเอื้อต่อการมีสิ่งมีชีวิตใดๆ อยู่ได้เลย แต่นักวิทยาศาสตร์ของนาซาเชื่อว่า หากจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่ได้บนดาวศุกร์ ก็น่าจะอยู่ในชั้นบรรยากาศที่ระดับความสูงเดียวกันหรือใกล้คียงกันกับที่กำหนดให้ยานเรือเหาะขึ้นไปสำรวจ มีตัวอย่างให้เห็นว่า สิ่งมีชีวิตจำพวก “เอ็กซ์ตรีโมไฟล์” หรือสิ่งมีชีวิตที่สามารถเติบโตได้ในภาวะสุด ขั้วทางกายภาพนั้นมีอยู่ให้เห็นบนพื้นโลก อาทิ เอซิเดียนัส อินเฟอร์นัส (Acidianus infernus) ซึ่งมีชีวิตอยู่ได้ในทะเลสาบกรดของภูเขาไฟในไอซ์แลนด์และอิตาลี สิ่งมีชีวิตดังกล่าวนี้ที่ “บินได้” น่าจะสามารถทนทานต่อการใช้ชีวิตอยู่ในสภาพในบรรยากาศชั้นบนของ ดาวศุกร์ดังกล่าวได้เช่นเดียวกัน

เป็นยังไงกันบ้างละคะเพื่อน จริงๆแล้วมนุษย์ไม่สามารถลงไปเหยียบดาวศุกร์ได้เลย แต่เป็นการส่งยานไปบินรอบๆ ดาวเท่านั้นเอง เพื่อนๆมีความคิดเห็นยังไงกันบ้าง สามารถเข้ามาคอมเม้นพูดคุยกับเราได้เลยนะ สุดท้ายนี้ หากถูกใจคลิปของพวกเราอย่าลืมกดติดตามและกดกระดิ่งช่อง eduHUB กันด้วยนะคะ