ภาพหาดูยาก ฟ้าแลบ ลูกเห็บตกบนดาวพฤหัส

ล่าสุดไม่นานมานี้ยานจูโนของนาซา ที่มีภารกิจไปสำรวจดาวพฤหัสบดีได้สามารถจับเหตุการณ์อะไรบางอย่างได้บนดาวพฤหัส และรวบรวมข้อมูลมาสรุปเป็นภาพที่บ่งบอกว่าเกิดเหตุการณ์ฟ้าแลบ ฟ้าผ่าบนดาวพฤหัสบดี ซึ่งเหตุการณ์ฟ้าแลบฟ้าผ่าบนดาวพฤหัสบดีนี่เองแตกต่างจากบนโลกตรงที่มันเป็นการปล่อยกระแสไฟฟ้าที่เกิดจากเมฆที่มีสารละลายแอมโมเนียในน้ำ ไม่ใช่แค่น้ำปกติอย่างบนโลกของเรา
.

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์ฟ้าเเลบฟ้าผ่าบนดาวพฤหัสบดี เพราะเหตุการณ์เหล่านี้มันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว ซึ่งโลกของเราได้สำรวจพบเรื่องราวเหล่านี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 โดยบนดาวพฤหัสบดีนี้จะมีพายุเกิดขึ้นที่ระดับ 45-65 กิโลเมตร และมีอุณหภูมิประมาณ 0 องศาเซลเซียส และเมื่อก่อนนั้นโลกของเราเชื่อว่า พายุที่เกิดขึ้นบนดาวพฤหัสบดีน่าจะเหมือนที่เกิดกับโลก แต่เมื่อยานจูโนได้เข้าไปสำรวจและพบข้อมูลมาในเร็วๆนี้ ทำให้ลบล้างความเชื่อเดิมที่เราคิดว่าพายุ หรือฝนฟ้าคะนองบนดาวพฤหัสบดีนั้นเกิดจากปฏิกิริยาของน้ำเหมือนกับโลกของเรา
.

แต่ฝนฟ้าคะนองที่เกิดบนดาวพฤหัสบดีนี้มันคือแอมโมเนียที่ก่อตัวขึ้นเป็นกลุ่มก๊าซขนาดใหญ่ และกลายเป็นพายุ รวมทั้งก่อให้เกิดปฏิกิริยาไฟฟ้า เป็นฟ้าแลบ ฟ้าผ่า และลูกเห็บตกลงมา ซึ่งก้อนลูกเห็บนี้เองนักวิทยาศาสตร์ของเราได้ตั้งชื่อว่า “มัชบอล” Mushballs ปรากฎการณ์พายุของดาวพฤหัสบดีที่ยานจูโน่ได้บันทึกมานั้นทำให้เห็นถึงแรงเหวี่ยงมหาศาลที่เหวี่ยงผลึกน้ำเเข็งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศด้านบน มีระยะทางถึง 25 กิโลเมตร และมันมีอุณหภูมิที่ต่ำมากๆ ถึง -88 องศาเซลเซียส ทำให้น้ำในรูปแบบของเหลวทั้งหมดกลายเป็นผลึกน้ำเเข็ง และรวมกับแอมโมเนียในอากาศจึงก่อให้เกิดปฏิกิริยาทำให้ผลึกน้ำเเข็งผสมกับแอมโมเนีย
.

แอมโมเนียที่ผสมรวมเข้าไปกับผลึกน้ำเเข็งนั้นจะทำให้น้ำเเข็งแข็งตัวช้ากว่าเดิม ซึ่งส่งผลทำให้เกิดเมฆแอมโมเนีย ที่เหนี่ยวนำให้เกิดไฟฟ้า อันเป็นที่มาของเหตุการณ์ฟ้าผ่านี่เอง เหตุการณ์ที่แอมโมเนียในชั้นบรรยากาศมาผสมรวมกับผลึกน้ำนั้นทำให้ในบรรยากาศนั้นมีแอมโมเนียลดน้อยลง เพราะมันโดนหลอมรวมกับผลึกน้ำ และบางส่วนตกลงมาเป็นลูกเห็บสู่ชั้นบรรยากาศด้านล่าง ซึ่งจากเหตุการณ์นี้นอกจากจะก่อให้เกิดฟ้าแลบฟ้าผ่า ลูกเห็บแล้วยังทำให้แอมโมเนียในบรรยากาศลดลงอีกด้วย
.

สำหรับลูกเห็บที่เกิดบนดาวพฤหัสบดีนั้นมันเกิดจากการผสมผสานกันจากส่วนประกอบแบบชนิดที่อาจจะไม่เคยเกิดขึ้นบนโลกมาก่อน เพราะมันประกอบไปด้วย น้ำ 2 ใน 3 ส่วน และแอมโมเนีย 1 ใน 3 ส่วน การหลอมรวมและประกอบตัวรวมกันนั้นประกอบไปด้วยชั้นของโคลนแอมโมเนียน้ำและน้ำเเข็งที่ห่อหุ้มด้วยเปลือกน้ำเเข็งที่หนากว่า
.

และยิ่งมันเดินทางผ่านชั้นบรรยากาศไปเรื่อยๆนั้นน้ำเเข็งก็จะยิ่งพอกพูนทำให้ก้อนลูกเห็บมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อลูกเห็บมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนการลอยตัวของอากาศนั้นไม่สามารถพยุงไว้ได้ จะทำให้ลูกเห็บเหล่านี้ตกลงไปในชั้นบรรยากาศด้านล่าง และพอเจอกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นก็จะทำให้ไปพวกมันระเหยไปเรื่อยๆ จนสู่พื้นด้านล่าง
.

ดังนั้นการก่อตัวของลูกเห็บและการตกลงมานั้นเป็นเสมือนกับเป็นการที่นำพาแอมโมเนียในบรรยากาศนั้นลงมาสู่ด้านล่างพื้นดิน ซึ่งจะทำให้ในชั้นบรรยากาศมีปริมาณแอมโมเนียลดลง ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าการที่ยานจูโนนั้นตรวจจับรังสีบนดาวพฤหัสบดีและพบว่ามีแอมโมเนียลดลงนั้น แท้จริงแล้วมันไม่ได้หายไปไหน แต่มันเกิดจากปรากฎการณ์ที่แอมโมเนียนั้นผสมรวมตัวกับน้ำกลายเป็นลูกเห็บ และเคลื่อนตัวลงในแนวดิ่งมาสู่ชั้นบรรยากาศด้านล่าง 
.

ในการสำรวจดาวพฤหัสบดีที่ผ่านมานั้น นาซ่าได้พยายามส่งยานอวกาศขึ้นไปสำรวจอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่จะศึกษาสภาพต่างๆบนดาวพฤหัสบดี โดยมีเป้าหมายในการหาดินแดนใหม่ให้กับมนุษยชาติ และในตอนนี้ก็เป็นรุ่นของดาวจูโนที่กำลังสำรวจดาวดวงนี้อยู่และพยายามเก็บข้อมูลมาให้นักวิทยาศาสตร์บนโลกได้วิเคราะห์ถึงการเกิดเหตุการณ์ต่างๆบนดาวพฤหัสบดี
.

ซึ่งยานจูโนนี้ได้ทำการสำรวจและส่งข้อมูลกลับมายังโลกถึง 27 ครั้ง และเดินทางสำรวจเป็นระยะทางมากกว่า 483 ล้านกิโลเมตร ยังไงเพื่อนๆก็มาร่วมเป็นกำลังใจให้ยานจูโนของนาซ่าได้ปฏิบัติภารกิจนี้ได้นานๆ เพื่อที่จะได้เก็บข้อมูลที่มีประโยชน์มาให้โลกของเราได้ทำการวิเคราะห์ และหาความเป็นไปได้ว่าดาวพฤหัสบดีนั้นจะสามารถเป็นดินแดนใหม่ของมนุษย์ได้หรือไม่ 
.
และถ้าหากใครชื่นชอบบทความสาระดีดีอย่างนี้ ก็อย่าลืมกดไลก์และติดตามเฟซบุ๊กแฟนเพจ eduHUB ไว้ เพื่อจะได้ไม่พลาดบทความและคลิปใหม่ๆ ของพวกเราด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ