HD74423 ดาวฤกษ์รูปหยดน้ำ

ในจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาลนี้มีดวงดาวแปลกๆ อยู่มากมาย เช่น “ดาวแคระขาว” (white dwarf) ที่มีเปลือกของดาวเป็นผลึกของคาร์บอนและออกซิเจนคล้ายกับเพชร จึงถูกขนานนามว่าเพชรในอวกาศ, “ดาวแม็กเนตาร์” (Magnetars) ดาวนิวตรอนที่มีสนามแม่เหล็กพลังงานสูงกว่าสนามแม่เหล็กโลกหลายพันล้านเท่า หรือแม้แต่ “ดาว RRATs” หรือที่ย่อมาจาก Rotating Radio Transients ที่หมายความว่าดาวดวงนี้สามารถปล่อยคลื่นวิทยุออกมาได้เป็นจังหวะนั่นเอง 

แต่ไม่ว่าจะเป็นดาวดวงไหน หรือมีคุณสมบัติแปลกประหลาดพิสดารยังไง ดวงดาวทั้งหลายต่างก็ยังเป็นทรงกลมด้วยกันทั้งนั้น ทว่าล่าสุดนี้เหล่านักดาราศาสตร์กลับพบดาวดวงหนึ่งที่แหกกฏรูปทรงของดวงดาวทั้งหมด โดยการมีรูปทรงเป็นหยดน้ำ!?

ดาวแม็กเนตาร์
ภาพจำลองดาวแม็กเนตาร์ – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ eso.org

เจ้าดาวรูปทรงหยดน้ำที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้มีชื่อว่า HD74423 มันเป็นดาวฤกษ์ที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 1.7 เท่า และตั้งอยู่ห่างจากโลกของเราไป 1,500 ปีแสง นี่เป็นหนึ่งในข้อมูลเพียงไม่กี่อย่างที่เราทราบเกี่ยวกับเจ้าดาวรูปหยดน้ำในตอนนี้ เนื่องจากดาวดวงนี้เพิ่งถูกค้นพบ จึงยังไม่มีใครทราบขนาดหรืออายุที่แน่นอนของมัน แต่นักดาราศาสตร์ก็คาดว่าดาวดวงนี้น่าจะมีอายุน้อยกว่าดวงอาทิตย์มาก

นอกจากข้อมูลที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว เราก็ยังรู้อีกว่า ดาวรูปหยดน้ำนี้ยังจัดเป็นดาวฤกษ์ประเภท A ตามลำดับชั้นของดาวสามัญ (A-type main-sequence star) หรืออธิบายง่ายๆ ก็คือ ดาวดวงนี้เป็นดาวฤกษ์ที่มีอุณหภูมิและความสว่างปานกลางค่อนไปทางซ้าย ตามการจัดกลุ่มโดยไดอะแกรมของแฮร์ทสชปรุง-รัสเซลล์ หรือ H-R (Hertzsprung – Russell Diagram) 

ไดอะแกรมที่ว่านี้คือกราฟที่จะแสดงค่าอุณหภูมิ กำลังส่องสว่าง และความยาวคลื่นของดวงดาวแต่ละดวง โดยแกนนอนจะแสดงค่าของอุณหภูมิพื้นผิวดาวและประเภทของสเปกตรัม ตามลำดับตัวอักษร O B A F G K M ส่วนแกนตั้งจะแสดงกำลังส่องสว่างของดาวและโชติมาตรสัมบูรณ์ และสุดท้ายเส้นแทยงมุมจะแสดงขนาดของรัศมีดวงดาว เมื่อคุณลักษณะของดวงดาวมีการเปลี่ยนแปลงไป จุดที่อยู่บนกราฟนี้ก็จะขยับตามไปด้วย

ดาว HD74423
ดาว HD74423 – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ newsweek.com

ซึ่งคำถามต่อมาคือ แล้วเจ้าดาวดวงนี้มันกลายเป็นรูปหยดน้ำได้ยังไง?

ถ้าลำพังตัวมันเองแล้ว ดาวดวงนี้ก็คงจะไม่สามารถกลายเป็นรูปหยดน้ำได้ แต่ดาว HD74423 นี้อยู่ในระบบดาวคู่ หรือก็คือเป็นระบบดาวที่มีดาวฤกษ์สองดวงโคจรรอบจุดศูนย์กลางมวลร่วมกัน เหมือนอย่างดาวซิริอุส เอ และดาวซิริอุส บี และดาวคู่หูของดาวหยดน้ำนี้เป็นดาวแคระแดงดวงหนึ่ง ซึ่งดาวทั้งสองโคจรรอบกันและกันด้วยเวลาเพียงแค่ 1.6 วันเท่านั้น นั่นหมายความว่าดวงดาวทั้งสองอยู่ใกล้กันมาก 

อีกทั้งดาวหยดน้ำของเรามันดันมีแรงโน้มถ่วงสองฝั่งไม่เท่ากันอีก โดยซีกหนึ่งที่มีแรงโน้มถ่วงเยอะก็สามารถคงรูปร่างเป็นทรงกลมได้ตามปกติ แต่ด้านที่มีแรงโน้มถ่วงน้อยมันไปแพ้ดาวแคระแดงที่อยู่ใกล้ๆ ดาวดวงนี้เลยโดนแรงโน้มถ่วงของดาวแคระแดงดึงจนยืดออกมาเป็นรูปติ่งหยดน้ำอย่างที่เราเห็นกัน และนักดาราศาสตร์ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกด้วยว่า ขนาดความกว้างหรือก็คือติ่งหยดน้ำนี้ยังสามารถยืดออกไปได้ไกลกว่านี้อีก

ดาว HD74423
ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ freenews.live

แต่ความแปลกของดาวหยดน้ำยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะนอกจากจะมีรูปทรงประหลาดแล้ว ดาวดวงนี้ยังมีแสงกะพริบเป็นจังหวะด้วย ซึ่งอันที่จริงแล้วการกะพริบของดาวฤกษ์นั้นก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่อะไร เพราะบางดาวฤกษ์บางดาวก็สามารถส่งแสงติดๆ ดับๆ ออกมาได้ แต่ดาวหยดน้ำดวงนั้นมันไม่ได้กะพริบทั้งดวงเหมือนดาวดวงอื่น แต่มันกะพริบเฉพาะส่วนที่เป็นติ่งหยดน้ำเท่านั้น! และเหล่านักดาราศาสตร์ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ด้วยว่าทำไมมันถึงกะพริบแค่ส่วนนี้เพียงส่วนเดียว

“ทางด้านทฤษฎีแล้วเรารู้ว่ามีดวงดาวแบบนี้ตั้งแต่ปี 1980” โดนัลด์ เคิร์ทซ์ (Donald Kurtz) จากมหาวิทยาลัยแห่งเซ็นทรัลแลงคาเชียร์ (University of Central Lancashire) ประเทศอังกฤษ กล่าว “ผมมองหาดวงดาวแบบนี้มาเกือบ 40 ปี และตอนนี้พวกเราก็เจอแล้วดวงนึงในที่สุด”

โดนัลด์ เคิร์ทซ์
คุณโดนัลด์ เคิร์ทซ์ – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ guildfordas.org

การค้นพบนี้ได้ถูกเผยแพร่ออกมาในวันที่ 9 มีนาคม 2020 โดยนักดาราศาสตร์คนหนึ่งได้สังเกตเห็นมันผ่านดาวเทียมสำรวจดาวเคราะห์นอกระบบ TESS ซึ่งดาวเทียมนี้มีความพิเศษตรงที่มันไม่ได้มีระบบตรวจจับหรือ AI คอยช่วยวิเคราะห์ภาพให้ แต่ต้องใช้แรงงานคน หรือก็คืออาสาสมัครนักดาราศาสตร์จากทั่วโลกกว่า 16,000 คน ในการตรวจสอบข้อมูลทีละชิ้น นี่จึงนับว่าเป็นการค้นพบอันเกิดจากการร่วมมือร่วมใจของมนุษยชาติอย่างแท้จริง

ในที่สุดเราก็สามารถค้นหาดาวหยดน้ำที่เกิดจากแรงดึงดูดของดวงดาวใกล้เคียงได้สำเร็จ แต่นอกจากดาวดวงนี้แล้ว ในข้อมูลจากดาวเทียม TESS ก็ยังมีดวงดาวอื่นๆ อีกมากมายที่รอให้นักดาราศาสตร์ได้มาค้นพบ และถึงแม้ว่าการใช้แรงงานคนนั่งตรวจข้อมูลทีละภาพมันจะต้องใช้เวลามากไปสักหน่อย แต่ถ้าหากข้อมูลนั้นจะสามารถนำไปสู่การค้นพบครั้งใหม่ได้ล่ะก็ มันก็นับว่าคุ้มค่ามากเลยทีเดียว ถ้าหากใครชื่นชอบบทความสาระดีดีอย่างนี้ ก็อย่าลืมกดติดตามและกดกระดิ่งช่อง eduHUB กันด้วยนะคะ

 ดาวเทียมสำรวจดาวเคราะห์นอกระบบ TESS
ดาวเทียมสำรวจดาวเคราะห์นอกระบบ TESS – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ news.sputnik.ru