ช้างบนดาวอังคาร

เพื่อนๆ ที่ติดตาม eduHUB เป็นประจำคงจะเคยเห็นบทความเรื่องร่องรอยมังกรสีส้มบนดาวอังคารผ่านตากันมาบ้างแล้ว
.

แต่สำหรับคนที่ไม่เคยเห็น เราขอสรุปให้ฟังคร่าวๆ ว่าเป็นเรื่องราวการค้นพบร่องรอยที่ดูคล้ายกับรูปร่างของมังกรบนดาวเคราะห์สีแดงดวงนี้ ซึ่งต้นเหตุของร่องรอยนั้นก็มาจากน้ำที่เคยมีอยู่บนดาวอังคารนั่นเอง
.

แต่การค้นพบร่องรอยประหลาดที่ดูคล้ายรูปร่างต่างๆ นั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้นักดาราศาสตร์ก็เคยค้นพบร่องรอยที่มีรูปร่างคล้ายช้างบนดาวอังคารมาแล้ว แต่สาเหตุของมันกลับไม่ใช่การกัดกร่อนของน้ำเหมือนอย่างรูปมังกรที่เราเคยรายงานไปก่อนหน้าด้วย! ดังนั้นร่องรอยรูปช้างนี้มันคืออะไร และเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เรามาติดตามดูไปพร้อมๆ กันนะคะ
.

ก่อนที่เราจะได้ภาพถ่ายร่องรอยรูปช้างบนดาวอังคารมานี้ ทางองค์การนาซาได้เริ่มจากส่งยานมาร์สรีคอนเนซองส์ออร์บิเตอร์ (Mars Reconnaissance Orbiter) ไปสำรวจดาวอังคารก่อน
.

ซึ่งขณะที่ยานกำลังบินอยู่เหนือพื้นผิวของดาวอังคาร กล้องความละเอียดสูงไฮไรส์ (HiRISE – High Resolution Imaging Science Experiment) ก็สามารถจับภาพร่องรอยดังกล่าวนี้กลับมาได้
.

โดยนักธรณีวิทยานามว่า อัลเฟร็ด แมคอีเวน (Alfred McEwen) จากมหาวิทยาลัยแอริโซนา (University of Arizona) ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ได้อธิบายปรากฏการณ์ที่เรามองเห็นภาพของอะไรบางอย่างเป็นสิ่งของที่ไม่มีทางมีอยู่จริง
.

อย่างเช่น เห็นก้อนหินบนดาวอังคารเป็นแมลงหรือเห็นเงาที่ตกกระทบกับพื้นผิวดาวอังคารเป็นหน้าคน ทั้งที่จริงๆ แล้วแมลงหรือมนุษย์ไม่สามารถอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น ปรากฏการณ์ดังกล่าวเรียกกันว่า “พาไรโดเลีย” (pareidolia) ซึ่งช้างบนดาวอังคารนี้ก็เช่นกัน
.

ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดร่องรอยประหลาดที่มีรูปร่างคล้ายกับช้างนี้ก็เป็นเพราะ “ลาวา” จำนวนมากที่เคยมีอยู่บนดาวอังคาร
.

คาดว่าเมื่อนานมาแล้วภูเขาไฟบนดาวอังคารเกิดปะทุขึ้นมา ลาวาจึงได้ไหลก่อนจะซึมหายลงไปในดวงดาวจนเกิดเป็นช่องทางลาวารูปช้างอย่างที่เราเห็นกันอยู่นี้ เพราะในบริเวณนั้นมีจุดที่เรียกว่า “อีไลเซียมแพลนิเทีย” (Elysium Planitia) ซึ่งเป็นชั้นดินที่เพิ่งเกิดจากลาวาเมื่อไม่นานมานี้
.

แต่ถึงจะรู้ว่าร่องรอยนี้เกิดจากลาวาแน่นอน แต่นักดาราศาสตร์ก็ยังคงต้องศึกษาถึงปริมาณและความเร็วในการไหลของลาวาที่ทำให้เกิดร่องรอยดังกล่าวต่อไป
.

เพราะถ้าหากเปรียบเทียบกับโลกของเรา การซึมของลาวานั้นเกิดขึ้นได้ช้ามากๆ บางทีอาจต้องใช้เวลามากถึงหลายสิบปีกว่าจะเกิดเป็นช่องลาวาได้ ดังนั้นถ้าเราสามารถคำนวนปริมาณและการไหลของลาวาได้ มันก็จะทำให้เราเข้าใจปรากฏการณ์บนดาวเคราะห์สีแดงที่มีความแตกต่างจากโลกของเรามากยิ่งขึ้น
.

แล้วเพื่อนๆ ล่ะคะมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง คิดว่าในอนาคตเรามีสิทธิ์จะเจอร่องรอยอะไรบนดาวอังคารเพิ่มเติมอีกมั้ย แล้วคราวนี้มันจะเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง เพื่อนๆ คอมเม้นต์เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะคะ และก่อนจากไปวันนี้ อย่าลืมกดไลก์และกดติดตามช่องยูทูป eduHUB ไว้ เพื่อจะได้ไม่พลาดคลิปใหม่ๆ ของพวกเราด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
.

สนับสนุนโดย BEEclean แอปเรียกแม่บ้าน สำหรับคุณ ดาวโหลดได้แล้ววันนี้ ทั้ง ios เเละ android