จะเป็นอย่างไร หากเราเข้าใกล้หลุมดำ

หากจะพูดถึงความไวสูงสุดที่ไม่มีอะไรมาเทียบเคียงได้บนโลกนี้ก็น่าจะเป็นความเร็วแสง เพราะความเร็วแสงนั้นถือว่าเป็นความเร็วสูงสุดในจักรวาล ด้วยความเร็วเกือบ 3 แสนกิโลเมตรต่อวินาที แต่ถึงแสงจะเดินทางเร็วแค่ไหนก็ตาม ก็ต้องยอมสยบให้กับ “หลุมดำ” หลุมดำคือแหล่งรวมมวลพลังงานมหาศาลที่ดูดกลืนกินทุกอย่าง แม้กระทั่งแสงที่เดินทางเร็วที่สุดในเอกภพ และไม่มีอะไรจะมาหยุดหลุมดำนั้นได้
.

แล้วเพื่อนๆคิดหรือเปล่าว่า ถ้าวันหนึ่ง โลกเราโคจรเข้าไปใกล้หลุมดำ จะเกิดอะไรขึ้น โลกเราจะถูกหลุมดำดูดกลืนไหม เอาเป็นว่า วันนี้พวกเรา eduHUB จะพาเพื่อนๆทุกคนไปหาคำตอบว่า จะเป็นอย่างไร หากเราเข้าใกล้หลุมดำ แต่ก่อนจะไปรับชม อย่าลืมกด Like กดติดตามเฟซบุ๊กแฟนเพจ eduHUB เพื่อที่เพื่อนๆจะไม่พลาดการรับชมครั้งต่อไป
.

ในจักรวาลแห่งนี้ประกอบไปด้วนอาณาจักรของดวงดาวต่างๆมากมาย ซึ่งมีทั้งกาแล็กซีและระบบดาวฤกษ์ต่างๆที่หมุนเวียนและโคจรกันด้วยพลังงานของเอกภพ โดยกาแล็กซีทั่วไปนั้นมักจะมีบริเวณที่เป็นแหล่งรวมพลังงานขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า หลุมดำ อยู่ด้วย
.

หลุมดำนั้นมีลักษณะมืด มีขนาดไม่ใหญ่มากและจะเคลื่อนที่โคจรไปเรื่อยๆเพื่อดูดกลืนดวงดาวต่างๆที่เข้าใกล้ เราไม่สามารถมองเห็นได้ เพราะแม้แต่แสงก็ยังไม่ตกกระทบ เป็นบริเวณใหญ่ๆที่ดูดกลืนทุกอย่างแม้กระทั่งดวงดาวและวัตถุในอวกาศต่างๆมากมาย แถมพลังงานที่เหลือล้นของมันยังสะสมพลังงานและรังสีที่มีพลังงานสูงอีกด้วย
.

ว่ากันว่าในบริเวณหลุมดำนั้นมีการปล่อยรังสี X-ray ออกมารอบๆ แต่ด้วยความที่หลุมดำนั้นไม่มีแสง ไม่มีสี ทำให้นักดาราศาสตร์ค้นหามันได้ยากมากๆ มีเพียงการสำรวจด้วยคลื่นวิทยุและการสำรวจพลังงานเท่านั้นที่จะสามารถค้นพบหลุมดำได้ หลุมดำนั้นมีมวลมหาศาล และมันไม่ได้อยู่นิ่งๆกับที่ นั่นหมายความว่าการที่มันโคจรไปมารอบๆจักรวาลนั้น สักวันหนึ่งอาจจะเข้ามาในระบบสุริยะและเจอกับโลกของเราแน่ๆ 
.

หลุมดำที่พบโดยส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น 2 ประเภท ประเภทแรก คือหลุมดำขนาดเล็กที่เรียกว่า หลุมดำสเตลลาร์ (Stellar mass black holes) ซึ่งหลุมดำชนิดนี้เองเกิดขึ้นจากการที่ดาวขนาดใหญ่นั้นหมดสิ้นพลังงานแล้ว มันจะทำการดูดกลืนกินดาวดวงนั้นและสะสมพลังงานขึ้นมาเรื่อยๆ จากการศึกษาของมนุษย์พบว่า อาจมีหลุมดำขนาดเล็กแบบนี้อยู่เกือบ 100 ล้านหลุมในกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา 
.

หลุมดำสเตลลาร์มีขนาดไม่ใหญ่มาก มีเส้นผ่านศูนย์กลางแค่ประมาณ 600 กิโลเมตรเท่านั้น แต่ถึงมันจะเล็กขนาดนี้แต่อานุภาพมันค่อนข้างที่จะรุนแรง เพราะแค่ลองคิดว่าถ้ามันวนโคจรเข้ามาในบริเวณของดาวเนปจูนที่อยู่ไกลจากโลกประมาณหนึ่ง แต่มันก็จะสามารถทำให้วงโคจรของโลกนั้นเปลี่ยนไปได้
.

ซึ่งเร็วๆนี้ นักดาราศาสตร์ได้พบบริเวณต้องสงสัยที่คิดว่าน่าจะเป็นหลุมดำขนาดเล็ก มันอยู่ในบริเวณนอกวงโคจรของระบบสุริยะ เลยดาวพลูโตไปสักนิดหนึ่ง ซึ่งตอนนี้กำลังเป็นที่สงสัยกันว่ามันใช่หลุมดำหรือไม่ เพราะหากเป็นหลุมดำจริงๆ แสดงว่ามันเข้ามาใกล้ระบบสุริยะของเราเต็มที่แล้ว 
.

ส่วนหลุมดำอีกประเภท คือหลุมดำมวลยิ่งยวด (Supermassive black holes) หลุมดำประเภทนี้มีมวลใหญ่กว่าดวงอาทิตย์หลายล้านเท่า มีบริเวณขอบฟ้าเหตุการณ์กว้างถึงพันล้านกิโลเมตร เป็นหลุมดำขนาดใหญ่ที่ดูดกลืนกินทุกอย่าง ตั้งอยู่ใจกลางกาแล็กซี ซึ่งกาแล็กซีทางช้างเผือกของเราก็มี
.

แต่ข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง คือหลุมดำมวลยิ่งยวดนี้ถึงมันจะน่ากลัวขนาดไหน แต่มันก็ไม่เคลื่อนที่ไปไหน มันอยู่ประจำจุดประจำการของมันเพียงเท่านั้น ดังนั้นแปลว่ายากมากๆที่โลกของเราจะโคจรไปเจอหลุมดำมวลยิ่งยวดได้ 
.

แต่ก็อย่าเพิ่งสบายใจไป เพราะว่าอย่างที่บอกไปหลุมดำมวลยิ่งยวดมันอยู่ใจกลางของกาแล็กซี ซึ่งกาแล็กซีทางช้างเผือกของเราก็เช่นเดียวกัน ดังนั้นระบบสุริยะของเราก็อยู่รอบๆหลุมดำนี้ด้วย แต่อยู่ในจุดที่ปลอดภัยโดยห่างจากหลุมดำประมาณ 25,000 ปีแสง
.

แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรานั้น ถูกชนด้วยกาแล็กซีข้างเคียง พลังงานจากการชนจะส่งผลให้ระบบสุริยะหรือแม้กระทั่งโลกของเรานั้นถูกเหวี่ยงเข้าไปใกล้หลุมดำมวลยิ่งยวด และก็จะถูกกลืนกินไปในที่สุด ซึ่งเหตุการณ์การชนของกาแล็กซีนั้น ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะว่ามีการสำรวจพบแล้วว่าในอนาคต กาแล็กซีเราและกาแล็กซีเพื่อนบ้านอย่างเช่นกาแล็กซีแอนโดรมีดา อาจจะชนกันในอีก 4,000 ล้านปีข้างหน้า
.

การค้นหาหลุมดำเป็นเรื่องที่ยากมากๆ แต่ยังไงก็ตามมนุษย์สามารถสังเกตได้จากสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นรอบๆหลุมดำ ไม่ว่าจะเป็น การที่ดวงดาวหรือวัตถุอวกาศในบริเวณนั้นโคจรในวงโคจรที่ผิดเพี้ยนไป คือตามจริงแล้วการโคจรของดาวและวัตถุในอวกาศต่างๆนั้นจะโคจรตามแหล่งพลังงานของดาวฤกษ์
.

ซึ่งหากบริเวณไหนที่มีหลุมดำ จะทำให้วงโคจรของดวงดาวเหล่านั้นบิดเบี้ยวจนสังเกตได้ว่ามันอาจจะเจอกับพลังงานอะไรบ้างอย่างแน่ๆ เพราะหากดวงดาวนั้นๆเข้าใกล้บริเวณหลุมดำแล้วละก็ พลังงานของหลุมดำที่มีแรงดึงดูดมหาศาลจะส่งผลให้ ดาวและวัตถุที่อยู่ใกล้โคจรด้วยความเร็วสูงขึ้นและเปล่งประกายแสงออกมา 
.

สิ่งที่สังเกตได้อีกอย่างคือหลุมดำ ไม่มีแสง ไม่มีสีอย่างที่บอกไป ดังนั้นหากเราเจอวงโคจรแปลก ที่ดาวน้อยใหญ่ โคจรรอบพื้นที่ว่างๆ ให้เราสันนิษฐานเลยว่า มันกำลังโคจรรอบหลุมดำอยู่ เพราะพลังงานของหลุมดำนั้นจะดึงดูดดวงดาวต่างๆให้เข้ามาใกล้มันมากที่สุด และโคจรรอบมันก่อนที่มันจะกลืนกินเข้าไปในที่สุด แสงก็เช่นเดียวกัน
.

แสงอาจเปนพลังงานที่ไม่มีรูปร่างเหมือนดวงดาวหรือวัตถุทั่วไปในอวกาศ แต่เเสงนั้นเมื่อเข้าใกล้หลุมดำจะเกิดการบิดเบี้ยวเนื่องจากแรงดึงดูดของหลุมดำซึ่งดูดกลืนแสงเข้าไป ดังนั้นระหว่างที่มันดูดกลืนแสงเข้าไป เราจะสังเกตเห็นได้ว่าพบแสงที่มีความเบี้ยว โค้ง งอ ต่างจากแสงปกติที่เดินทางเป็นเส้นตรง
.

เมื่อเรารู้แล้วว่า เราต้องสังเกตอย่างไรว่าหลุมดำอยู่ตรงไหนก็อาจจะสามารถพยากรณ์เหตุการณ์และทราบล่วงหน้าได้ว่าหายนะจะเกิดขึ้นเมื่อไร แน่นอนว่า หากหลุมดำวนเข้ามาใกล้เราจริงๆแล้วละก็ ไม่มีทางที่โลกของเรานั้นจะรอดต่อการถูกกลืนกิน เพราะต่อให้มนุษย์เก่งแค่ไหนก็ต้องสยบให้หลุมดำที่มีพลังงานมหาศาลกลืนกินอยู่ดี เราเพียงทำได้แต่การป้องกันและการเตรียมพร้อมอพยพเท่านั้น แต่เราจะไม่สามารถหยุดยั้งหลุมดำได้ 
.

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าการที่โลกของเรานั้นได้พบเจอกับหลุมดำก็มีอยู่ 2 กรณี กรณีเเรกก็คือหลุมดำขนาดเล็กที่มันเคลื่อนที่ไปมาในห้วงอวกาศ แถมยังมีอยู่หลายที่มากๆ ซึ่งเมื่อมันโคจรเข้ามาใกล้กับโลกของเรา จะทำให้โลกของเรานั้นมีวงโคจรที่เปลี่ยนไป และการที่วงโคจรของโลกเปลี่ยนไปนั้น จะส่งผลให้เวลาบนโลกเปลี่ยนแปลงรวมถึงฤดูกาลบนโลกที่จะผิดเพี้ยนไปจากเดิม ซึ่งอาจจะทำให้มนุษย์ไม่สามารถปรับตัวอยู่ได้ อาจจะมีหน้าหนาวที่หนาวกว่าในปัจจุบัน และยาวนานกว่าเดิมจนทำให้อาหารและทรัพยากรต่างๆบนโลกไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้และสูญพันธุ์ไปในที่สุด 
.

หรือเลวร้ายกว่านั้น หากว่าการคาดการณ์ว่าในอนาคต กาแล็กซีทางช้างเผือกของเราและกาแล็กซีแอนโดรมีดา จะชนกันตามคำสันนิษฐาน ก็มีโอกาศที่แรงสั่นสะเทือนนั้นจะทำให้ระบบสุริยะที่มีโลกของเราอยู่ในนั้น โดนกระแทกเข้าไปใกล้กับหลุมดำมวลยิ่งยวดที่อยู่ใจกลางกาแล็กซี และเมื่อวันนั้นมาถึง โลกเราจะถูกเหวี่ยงให้เข้าไปในพื้นที่ว่างเปล่าขนาดใหญ่ ที่ไร้แสง มีสีดำมืดมิด และโลกก็จะโดนเหวี่ยงจนมีความเร็วของวงโคจรมากกว่าเดิมจนในท้ายที่สุดโดนบีบอัดเข้าไปในใจกลางหลุมดำและโดนรังสีต่างๆเข้าคลอบคลุม เกิดความร้อน เกิดการเผาไหม้ และโลกก็จะสลายเข้าไปภายในหลุมดำ
.

เรื่องราววันนี้ค่อนข้างหน้ากลัวมากหากเราจินตนาการว่าเรานั้นถูกหลุมดำดูดกลืนไป แต่อย่าห่วงเลยค่ะเพื่อนๆ เหตุการณ์เหล่านี้ต้องใช้ระยะเวลานานมากๆกว่าจะเกิดขึ้น หรือมันอาจจะไม่เกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ กว่าจะถึงวันนั้นคิดว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีน่าจะทำให้มนุษย์นั้นสามารถเดินทางหนีอพยพออกจากโลกได้ทันก่อนที่โลกของเรานั้นจะถูกหลุมดำดูดกลืนไป 
.

ซึ่งนี่ก็คือเรื่องราวของหลุมดำ และคำตอบที่ว่าถ้าโลกเข้าใกล้หลุมดำจะเกิดอะไรขึ้น แล้วเพื่อนๆละคะ คิดว่าถ้าโลกของเราเข้าใกล้หลุมดำจริงๆ มนุษย์อย่างพวกเรานั้นจะสามารถเอาตัวรอดได้หรือเปล่า สำหรับวันนี้ ก็มีเรื่องราวมากฝากเพื่อนๆเพียงเท่านี้ ก่อนจะไปอย่าลืมกด Like กดติดตามเฟซบุ๊กแฟนเพจ eduHUB เพื่อที่เพื่อนๆจะไม่พลาดการรับชมครั้งต่อไป