อุกกาบาต – จุดเริ่มต้นการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์

หลายคนเชื่อว่าเมื่อ 66 ล้านปีก่อนหน้านี้เราเคยมีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่น่ากลัวและน่าเกรงขามมีชื่อว่าไดโนเสาร์ เราร่ำเรียนมาว่าไดโนเสาร์นั้นสูญพันธุ์เพราะการเปลี่ยนแปลงของโลก จนหลายคนเริ่มจะเชื่อว่าการที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอาจทำให้เราสูญพันธุ์เหมือนกับไดโนเสาร์ก็เป็นไปได้ วันนี้พวกเรา eduHUB จะพาเพื่อนๆมาไขความจริงว่า เหตุใดกันแน่จึงทำให้สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่อย่างไดโนเสาร์ได้สูญพันธุ์ลง และในอนาคตมันจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกหรือไม่

หลายพันปีผ่านมามนุษย์เรานั้นเคยค้นพบซากไดโนเสาร์ ซึ่งในสมัยนั้นมนุษย์ยังไม่เข้าใจและไม่รู้จักว่ากระดูกสัตว์ชนิดใหญ่แบบนี้คือสัตว์อะไรกันแน่ รวมถึงเทคโนโลยีสมัยนั้นที่จะใช้พิสูจน์ข้อเท็จจริงต่างๆก็ยังไม่ทันสมัย มีบางคนเชื่อว่า สัตว์ชนิดนี้อาจเคยเป็นสัตว์ในอดีตที่ปัจจุบันนั้นสูญพันธุ์ไปแล้ว และพวกเขายังเชื่ออีกว่าสัตว์เหล่านี้อาจจะสูญพันธุ์เพราะเหตุการณ์น้ำท่วมโลก ก่อนที่ต่อมาจะเริ่มเจอซากของสัตว์ชนิดนี้ในจุดต่างๆทั่วโลกและจัดประเภทของมันให้อยู่ในอนุกรมวิธานเดียวกัน และตั้งชื่อว่าไดโนเสาร์ ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ได้อย่างไร นี่ยังเป็นคำถามที่ค้างคาใจและยังไม่มีใครหาคำตอบได้ 100 เปอร์เซ็นต์

ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ dkfindout.com

ย้อนไปในหลายสิบล้านปีก่อนที่ไดโนเสาร์จะสูญพันธุ์ โลกของเรานั้นอยู่ในยุคครีเตเชียส ซึ่งในยุคนี้เองมีความหลากหลายทางชีวภาพอันก่อให้เกิดสายพันธุ์ที่หลากหลายของไดโนเสาร์ เนื่องจากในยุคนี้แผ่นดินของโลกเริ่มแบ่งตัวเป็นแต่ละทวีปเล็กๆมากมายกระจายไปทั่วโลก ทำให้สิ่งมีชีวิตกระจายอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่งและมีขนาดที่แตกต่างกัน ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง และยุคนี้เองไดโนเสาร์มีวิวัฒนาการที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งสัตว์กินเนื้อและสัตว์กินพืชต่างมีวิวัฒนาการทางร่างกายเพื่อส่งผลให้ตัวมันเองอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่มันอยู่

เรามักจะจดจำมาว่าการที่ไดโนเสาร์ได้สูญพันธุ์และสิ้นสุดยุคครีเตเชียสนั้นเกิดจากการที่โลกเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ จนทำใหญ่สัตว์ใหญ่ต่างๆล้มตาย เหลือเพียงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวเล็กๆและนกที่อยู่รอด และสืบสายพันธุ์ต่อมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ในครั้งนั้นนับว่าเป็นเรื่องราวที่คอยเตือนใจมนุษย์โลกอย่างเราว่า โลกใบนี้ไม่ได้อยู่นิ่งๆให้เราได้ดำรงชีวิต แต่โลกนั้นเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ

ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ chemistryworld.com

และเมื่อถึงวันหนึ่งที่โลกเกิดการเปลี่ยนแปลง มนุษย์เราก็ต้องปรับตัวและต้องดำรงชีวิตต่อให้ได้ การเกิดภัยธรรมชาติในยุคนี้ การเกิดสภาวะโลกร้อนหรือแม้กระทั่งการเกิดโรคระบาด ต่างย้ำเตือนมนุษย์ว่า โลกกำลังเปลี่ยนไป และมนุษย์นั้นจะสูญพันธุ์ไปอย่างไดโนเสาร์หรือไม่ แล้วเพื่อนๆเคยสงสัยไหมละว่า ในยุคครีเตเชียสเมื่อ 66 ล้านปีก่อนนั้น การเกิดภัยพิบัติที่ประวัติศาสตร์ได้เล่าต่อๆกันมา คืออะไร นักวิทยาศาสตร์พบหลังฐานหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับด้านอวกาศและคิดว่านี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ไดโนเสาร์นั้นสูญพันธุ์ นั่นก็คือ การพบหลุมอุกาบาตซีคซูลุบ ในแม็กซิโก

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบหลุมอุกาบาตรนี้ มีขนาดความกว้าง 200 กิโลเมตร ซึ่งตอนที่พบนั้นพบว่าหลุมนี้มีบริเวณครึ่งหนึ่งอยู่ในอ่าวแม็กซิโก และอีกครึ่งหนึ่งอยู่บนฝั่ง และได้ทำการสำรวจและวิเคราะห์โดยการขุดเจาะหินซึ่งได้พบว่า อุกาบาตที่ก่อให้เกิดหลุมนี้มีอายุเท่ากับระยะเวลาที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ และยังมีการวิเคราะห์อีกว่า การที่อุกาบาตนี้ได้พุ่งชนเข้ามายังโลกของเราในเวลานั้น ทำให้เกิดการเผาไหม้น้ำมันที่อยู่ในชั้นของหิน ซึ่งมันทำให้เกิดเขม่าควันของกำมะถันเต็มไปทั่วพื้นดิน ซึ่งเขม่าควันนั้นเลวร้ายกว่า PM2.5 ที่เราพบกันทั่วไปเสียอีก เพราะมันเป็นควันที่ทำให้แสงอาทิตย์ไม่สามารถส่องได้ถึง ถึงแม้ฝนจะตกก็ไม่สามารถลดความเลวร้ายของเขม่าควันนี้ไปได้

ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ scienews.com

เคราะห์ซ้ำกรรมซัดที่เขม่าควันนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบให้สิ่งมีชีวิตบนโลกในตอนนั้นไม่สามารถรับแสงอาทิตย์แถมยังต้องสูดดมกลิ่นกำมะถันนั้นเข้าไป รวมไปถึงพืชต่างๆที่ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ เขม่าควันนี้ยังส่งผลให้อุณหภูมิของโลกเย็นตัวลงอย่างรวดเร็ว อุณหภูมิที่ลดลงนั้นทะยานไปถึง -10 องศาเซลเซียส ไดโนเสาร์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่และดำรงชีวิตอยู่ในโลกในฐานะผู้ล่าต่างได้รับผลกระทบและไม่สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกได้

เหตุการณ์นี้เองเป็นสาเหตุให้ไดโนเสาร์นั้นไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมและขาดแคลนอาหารในเมื่อแสงแดดไม่สามารถส่องถึงรวมถึงอุณหภูมิที่ลดลงอย่างรวดเร็วจึงทำให้ห่วงโซ่อาหารขาดตอนและทำให้มันต่างอดอาหารและล้อมตายในที่สุด เริ่มจากไดโนเสาร์ที่กินพืชต่างล้มตายไปก่อน และไดโนเสาร์ที่กินสัตว์ยังคงกินซากสัตว์ที่เหลือ แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ไม่เหลือซากสัตว์อะไรให้มันกินแล้ว มันจึงตายไปในที่สุด ผิวโลกที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งทั่วท้องฟ้ามีแต่เขม่าควันและขี้เถ้านี้ไม่สามารถทำให้สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่อย่างไดโนเสาร์สามารถอยู่รอดได้

ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ sciencealert.com

มิหนำซ้ำนักวิทยาศาสตร์ยังค้นพบหลักฐานว่ามีหลุมที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงแบบนี้อีกหลายหลุมทั่วโลก นั่นแปลว่า อุกาบาตนั้นไม่ได้ตกเพียงที่เดียว แต่มันได้ตกหลายที่และสร้างความเสียหายให้กับโลกใบนี้เป็นอย่างมาก นานเป็นระยะเวลาถึงเกือบ 5 ปี เหตุการณ์ครั้งนี้เองได้ทำลายสิ่งมีชีวิตบนบกไปถึง 2 ใน 3 ส่วน เหลือเพียงแค่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดเล็ก สัตว์ปีกที่อยู่รอดมาและเริ่มขยายพันธุ์รวมถึงมีวิวัฒนาการพัฒนาสายพันธุ์ในยุคถัดมา และเมื่อโลกเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆอย่างเช่นจุลินทรีย์ รา ไปจนถึงพืชและสัตว์ก็ได้เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเริ่มมีสายพันธุ์ที่ซับซ้อน และมีชุมชน สังคมของสัตว์ที่ซับซ้อนมากขึ้น ในไม่นานก็เริ่มมีโฮโมซาเปียน สิ่งมีชีวิตที่มีอิทธิพลมากที่สุดของโลกในยุคนี้ นั่นก็คือ มนุษย์

เรียกได้ว่าสาเหตุหลักๆที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์นั้นก็คือก้อนอุกาบาตก้อนโตที่ลงมาทำลายล้างสิ่งมีชีวิตบนโลกในตอนนั้น นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าอุกาบาตนี้มาจากดาวเคราะห์น้อยที่โคจรมาใกล้โลก ดังนั้นไม่แปลกที่ในปัจจุบันองค์การทางด้านอวกาศของแต่ละประเทศจึงทุ่มงบประมาณในการสำรวจสิ่งต่างๆในอวกาศ ตามแผนการทั้งเชิงรุกและเชิงรับ ทั้งป้องกันการเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนใน 66 ล้านปีก่อน และการหาแหล่งที่อยู่ใหม่ของมนุษย์เพื่อย้ายถิ่นฐานไปจากโลก นั่นก็เป็นเพราะนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าในอนาคตโลกของเรานั้นก็ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง และผู้ที่ปรับตัวได้เท่านั้นถึงจะสามารถอยู่รอดและดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก MARK GARLICK

เอาเป็นว่าวันนี้เพื่อนๆคงได้ความรู้ถึงเหตุผลที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดของการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์กันแล้วใช่ไหมละคะ ในตอนเด็กที่เราเรียนมานั้นอาจจะยังไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน แต่เนื่องจากในปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ดังนั้นการสำรวจและการวิเคราะห์สิ่งต่างๆจึงสามารถตรวจสอบได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นมาแล้วกี่ร้อยล้านปีก็ตาม

เมื่อนึกย้อนไปแล้วถ้าหากไม่มีอุกาบาตก้อนนั้นมาชนโลกของเราจนก่อให้เกิดความเสียหายและทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์นั้น ในปัจจุบันนี้อาจไม่มีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์อยู่ก็เป็นไปได้ เพราะในยุคนั้นไดโนเสาร์มีขนาดใหญ่ และอยู่เหนือสุดบนห่วงโซ่อาหาร ถ้าเราจินตนาการว่าเราต้องใช้ชีวิตร่วมกับนักล่าที่มีขนาดมหึมาขนาดนั้น คิดว่าคงไม่รอดมาถึงในปัจจุบันแน่นอน ถือซะว่าดีแล้วที่ตอนนั้นโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงจนมาเป็นโลกที่เราอาศัยอยู่ในทุกวันนี้ ยังไงเพื่อนๆก็อย่าลืมรักโลกใบนี้ให้มากๆนะคะ สำหรับวันนี้พวกเราต้องลาไปเพียงเท่านี้ แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้า แต่ก่อนจะไป อย่าลืมกดติดตามและกดกระดิ่งช่อง eduHUB กันด้วยนะคะ