ฟาโรห์ไม่ได้มีแค่ผู้ชาย แต่มี “ฟาโรห์หญิง” ด้วย!

เมื่อพูดถึงฟาโรห์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เพื่อนๆ นึกถึงฟาโรห์องค์ไหนกันบ้างคะ บางคนอาจจะนึกถึงฟาโรห์ตุตันคามุน ที่สิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันและถูกทำเป็นมัมมี่ จนเกิดเป็นตำนานคำสาปลึกลับที่ไม่ว่าใครก็ตามที่พยายามขุดสมบัติจากสุสานของพระองค์ไปจะต้องมีอันเป็นไปและเสียชีวิตลงอย่างน่าสยดสยอง
.

หรือถ้าหากเพื่อนๆ ไม่รู้จักชื่อของฟาโรห์มากนัก หลายคนก็อาจจะนึกเป็นหน้าของผู้ชายที่ใส่มงกุฎแบบอียิปต์ หรือที่เรียกว่าเนเมส (Nemes) แทน แต่เพื่อนๆ รู้หรือไม่ว่า ฟาโรห์ไม่ได้มีแค่ผู้ชายเท่านั้น แต่ยังมีฟาโรห์หญิงอยู่ด้วย! 
.

เพราะแท้จริงแล้วคำว่า “ฟาโรห์” “เฟโรห์”  หรือ “แฟโรห์” ไม่ได้หมายถึงกษัตริย์ที่ต้องคู่กับราชินี แต่เป็นชื่อตำแหน่งของพระเจ้าแผ่นดินอียิปต์โบราณ โดยมีรากศัพท์มาจากคำว่า “pr-aa” แปลว่า บ้านหลังใหญ่ (great house) เพื่อเทียบเคียงกับพระราชมนเทียร หรือราชวังของพระองค์นั่นเอง และวันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับฟาโรห์หญิงเหล่านี้กันว่ามีใครกันบ้าง
.

1.ฟาโรห์เมริตนีธ (Meritneith)

เริ่มกันที่ฟาโรห์หญิงองค์แรกในประวัติศาสตร์ พระนางครองราชย์อยู่ในราชวงศ์ที่ 1 ยุคต้นราชวงศ์ (Early Dynastic Period) เมื่อราวๆ 2,950 ปีก่อนคริสตกาล แต่ด้วยระยะเวลาที่ผ่านมานานมากแล้ว ทำให้เราไม่ค่อยมีข้อมูลเกี่ยวกับพระนางมากนัก หรืออาจจะมีแต่เรายังไม่ค้นหาไม่พบก็ได้ 
.

ซึ่งเท่าที่เราทราบจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เรารู้แค่ว่าพระนางปฏิบัติราชกิจร่วมกับโอรสของพระนางที่ชื่อว่า “เดน” (Den) และสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าตอนนั้นโอรสของพระนางยังเด็กเกินกว่าจะขึ้นเป็นฟาโรห์ พระนางจึงต้องครองราชย์ร่วมกันไปจนถึงวันที่โอรสของพระนางจะโตพอและกลายเป็นฟาโรห์คนถัดไปนั่นเอง
.

ถึงกระนั้นพระนางก็ไม่ได้เป็นฟาโรห์ที่ไร้ซึ่งอำนาจเสียทีเดียว เพราะเรายังมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์อีกชิ้นหนึ่งคือสุสานของพระนางที่มีรหัส Tomb Y ในเมืองอไบดอส (Abydos) สุสานนั้นมีห้องหับสำหรับข้าทาสบริวารล้อมห้องพระศพนางถึง 41 ห้อง จึงเชื่อได้ว่าพระนางเอกก็ต้องเป็นฟาโรห์ที่ยิ่งใหญ่พอสมควร
.

2.ฟาโรห์นิโตคริส (Nitocris)

มาต่อกันที่ฟาโรห์หญิงองค์ที่สองถัดจากฟาโรห์เมริตนีธ พระนางครองราชย์เป็นองค์สุดท้ายในราชวงศ์ที่ 6 เมื่อราว 2,200 ปีก่อนคริสตกาล และเช่นเดียวกับฟาโรห์หญิงพระองค์แรก เราไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับพระนางมากนัก แต่มีหลักฐานเป็นบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับพระนาง เขียนโดยนักประวัติศาสตร์สองคนชื่อว่า มาเนโธ (Manetho) และเฮโรโดตัส (Herodotus)
.

ในบันทึกของมาเนโธ มีการบรรยายหน้าตาของพระนางเอาไว้ว่า เป็นผู้หญิงที่มีผิวพรรณผุดผ่อง แก้มเป็นสีแดงเรื่อ ดูมีชีวิตชีวา ฟังดูเป็นฟาโรห์ที่งดงามไม่น้อยเลยใช่มั้ยคะ แต่ในขณะเดียวกันเฮโรโดตัสก็ได้บันทึกเกี่ยวกับการกระทำอันโหดร้ายของพระนางเอาไว้ว่า พี่ชายของพระนางโดยฆ่าตาย นางจึงขึ้นของราชย์โดยหมายจะแก้แค้น
.

พระนางได้จัดงานเลี้ยงที่โถงใต้ดินและเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องกับการตายของพี่ชายพระนางมาทั้งหมด ก่อนจะเปิดประตูระบายน้ำเข้ามาในห้องจนทุกคนในงานจมน้ำตาย เมื่อแผนการชำระแค้นได้สำเร็จเสร็จสิ้นลงแล้ว พระนางก็ฆ่าตัวตายไป
.

3.ฟาโรห์โซเบคเนเฟอรู (Sobekneferu)

ฟาโรห์หญิงองค์ที่สามครองราชอยู่ในช่วงปลายราชวงศ์ที่ 12 เมื่อราวๆ 1,800 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งในขณะที่เราไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับฟาโรห์หญิง 2 องค์ก่อนหน้านี้มากนัก อันที่จริงเราไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าพระนางได้ขึ้นครองราชเป็นฟาโรห์จริงรึเปล่า แต่สำหรับฟาโรห์โซเบคเนเฟอรู เรามั่นใจได้ว่าพระนางได้ขึ้นเป็นฟาโรห์แน่ๆ เพราะนักอียิปต์วิทยาได้ค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นตราประทับที่เป็นชื่อของพระนาง 
.

นอกจากนี้เรายังพบรูปสลักของพระนางด้วย ถึงแม้ว่ารูปสลักนั้นจะไม่มีหัว แต่ดูจากเรือนร่างแล้วก็มั่นใจว่าเป็นสตรีแน่ๆ แถมยังมีร่องรอยของเนเมสอยู่บริเวณไหล่ด้วย อีกทั้งเรายังค้นพบหลักฐานว่าพระนางครองราชย์เป็นระยะเวลา 3 ปี 10 เดือน 24 วัน และมีจารึกผลงานต่างๆ มากมาย
.

4.ฟาโรห์ฮัตเชปซุต (Hatshepsut)

ฟาโรห์ฮัตเชปซุต หรือที่บางคนก็อ่านว่า “แฮตเชปซุต” ครองราชย์เมื่อ 1,450 ปีก่อนคริสตกาล พระนางเป็นฟาโรห์หญิงที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณ เนื่องจากพระนางมีความสามารถในการปกครองบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองเหนือฟาโรห์องค์อื่นๆ 
.

อีกทั้งพระนางยังครองราชย์เป็นระยะเวลานานที่สุดในบรรดาฟาโรห์หญิงทั้งหมดด้วย โดยพระนางครองราชย์เป็นระยะเวลารวมทั้งสิ้น 21 ปี และมีผลงานต่างๆ เช่น สร้างเสาโอเบลิสก์ขนาดใหญ่ มีการติดต่อค้าขายกับเมืองปุนท์ (Punt) ที่ตั้งอยู่ในประเทศโซมาเลีย ทำให้มีบันทึกและรูปปั้นของพระนางมากมาย ซึ่งรูปเหมือนของพระนางจะมีเอกลักษณ์ตรงที่มี “เครา” เยี่ยงบุรุษ ทำให้พระนางเป็นที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งคือ “ราชินีเครา” ตามไปด้วย
.

ทว่าในขณะที่พระนางเป็นฟาโรห์หญิงที่เก่งกาจ อีกหน้าหนึ่งของพระวัติศาสตร์ก็พูดถึงพระนางในแง่ของแม่เลี้ยงใจร้าย เนื่องจากฟาโรห์ทุตโมสที่สาม ผู้ซึ่งเป็นลูกเลี้ยงของพระนาง โกรธแค้นพระนางมาก เมื่อฟาโรห์ทุตโมสที่สามได้ขึ้นครองราชย์ก็มีการสั่งให้ทุบทำลายรูปปั้นของพระนางและลบชื่อพระนางออกหมด นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่เล่าต่อๆ กันมาด้วยว่า อันที่จริงฟาโรห์ทุตโมสที่สามเองนี่แหละที่อาจเป็นคนปลงพระชนม์พระนางด้วย
.

5.เนเฟอร์ตีติ (Nefertiti)

สำหรับคนที่ตามเพจ eduHUB มาสักพักอาจจะเคยได้ยินชื่อของฟาโรห์องค์นี้กันมาบ้างแล้ว พระนางคือฟาโรห์เนเฟอร์ตีติผู้มีรูปโฉมงดงามไม่แพ้คลีโอพัตราเลยทีเดียว แต่ต่อมาพระศพของนางหายไปจากสุสานอย่างเป็นปริศนา ส่วนประวัติคร่าวๆของพระนางคือเคยปกครองบ้านเมืองร่วมกับฟาโรห์อาเมนโฮเตปที่ 4 ปี 1346-1333

6.ฟาโรห์ทาวอสเรต (Tawosret) 

  มาถึงฟาโรห์หญิงคนที่หกกันบ้าง พระนางครองราชย์อยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างราชวงศ์ที่ 19-20 เมื่อราวๆ 1,200 ปีก่อนคริสตกาล โดยพระนางเป็นมเหสีเอกของฟาโรห์เซติที่ 2 (Seti II) ที่ครองราชย์ร่วมกับยุวฟาโรห์ซิพทาห์ (Siptah) ทำให้พระนางมีศักดิ์เป็นแม่เลี้ยงของซิพทาห์ 
.

แต่เพราะซิพทาห์มีร่างกายที่ไม่ค่อยแข็งแรง ทำให้ภายหลังพระองค์ก็สิ้นพระชนม์ด้วยวัยเพียง 20 ปี ทาวอสเรตจึงได้ครองราชย์เป็นฟาโรห์ในเวลาต่อมา แต่พระนางก็ครองราชย์ได้เพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น ทำให้เราไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับพระนางมาก เรารู้เพียงแค่ว่าหลุมศพของพระนางตั้งอยู่ในผากษัตริย์ รหัส KV14 ซึ่งก็มีความใหญ่โตอลังการอยู่ไม่น้อย จึงคาดว่าพระนางเองก็น่าจะมีความยิ่งใหญ่ในสมัยนั้นอยู่มากเหมือนกัน
.

และนี่ก็เป็นเรื่องราวของฟาโรห์หญิงที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์อียิปต์ แต่นอกจากฟาโรห์เหล่านี้แล้วก็ยังมีฟาโรห์หญิงองค์อื่นๆ อีก แต่เราจะขอหยิบมาเล่าแค่เพียงเท่านี้ก่อน แล้วเพื่อนๆ ล่ะคะมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง ถ้าเพื่อนๆ ชื่นชอบฟาโรห์องค์ไหนเป็นพิเศษ หรืออยากให้เราเล่าเรื่องฟาโรห์องค์ไหนเพิ่มเติมอีกก็คอมเม้นต์มาบอกเราได้เลยนะคะ และถ้าหากใครชื่นชอบบทความสาระดีดีอย่างนี้ ก็อย่าลืมกดไลค์และติดตามเฟสบุ๊คแฟนเพจ eduHUB ไว้ เพื่อจะได้ไม่พลาดบทความและคลิปใหม่ๆ ของพวกเราด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ