ภาพยนตร์อวกาศที่สาวกไม่ควรพลาด

แน่นอนว่าเรื่องราวในอวกาศต่างเป็นที่สนใจแก่ชาวโลกอย่างพวกเรา เพราะอวกาศนั้นน่าค้นหาและน่าติดตาม ภารกิจการเยี่ยมเยียนและสำรวจอวกาศที่ผ่านมาต่างเปิดโลกกว้างให้กับมนุษย์โลกอย่างพวกเราได้ทราบว่า จักรวาลแห่งนี้มีสิ่งที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย เช่นเดียวกันกับผู้สร้างภาพยนตร์ต่างๆที่ล้วนให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวทางอวกาศ เพราะนอกจากเรื่องราวเหล่านี้จะมีความน่าสนใจเพราะมีมนุษย์เพียงไม่กี่คนได้ไปเยือนแล้ว เรื่องราวทางเทคโนโลยีก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพื่อนๆละคะ เคยรับชมภาพยนตร์เกี่ยวกับอวกาศเรื่องไหนกันมาบ้าง และมีเรื่องไหนที่ถูกใจเพื่อนๆจนต้องดูแล้วดูอีกกันบ้าง

1. เดอะ มาร์เชียน (The Martian)

เรื่องแรก หนึ่งเดียวในดวงใจเลยก็คือภาพยนตร์เรื่อง เดอะ มาร์เชียน กู้ตาย 140 ล้านไมล์ ซึ่งบอกตามตรงเลยว่าตัวเองก็ดูมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 รอบ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนักบินอวกาศที่ได้เดินทางไปสำรวจดาวอังคาร และพบเจอกับพายุที่โหมกระหน่ำเข้ามาจนทำให้พวกเขาต้องถอยทัพออกมา แต่การยกเลิกภารกิจในครั้งนั้นเกิดอุบัติเหตุขึ้นทำให้ นักบินอวกาศ มาร์ก วัทนีย์ถูกชิ้นส่วนยานกระแทกจนกระเด็นหายไป 

ซึ่งลูกเรือและกัปตันต่างคิดว่าเขาเสียชีวิตแล้วจึงได้นำยาน ขึ้นสู่ฟากฟ้าและถอยกลับไปที่ฐาน แต่แท้จริงแล้ว มาร์ก วัทนีย์ ยังไม่เสียชีวิต แต่ก็ได้รับบาดเจ็บประมาณหนึ่งซึ่งเขาก็ได้เอาชีวิตรอดโดยการเข้าไปอยู่ในแฮบ ซึ่งเป็นที่อาศัยบนดาวอังคารเพื่อดำรงชีวิตอยู่และรอส่งสัญญาณไปยังเพื่อนๆให้กลับมาช่วยเขาอีกครั้ง ระหว่างการรอการติดต่อนั้นเขาได้ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ในการปลูกพืช สร้างอาหาร เพื่อให้เขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ต่อได้ในดาวอังคารในแต่ละวัน รวมถึงหาหนทางที่จะส่งสัญญาณไปยังโลกหรือยานอวกาศที่เพื่อนร่วมทีมและกัปตันของเขาได้อาศัยอยู่

ภารกิจต่างๆที่ มาร์ก วัทนีย์ ทำนั้นเป็นจุดสนใจของเรื่องเลยก็ว่าได้ เพราะมนุษย์คนหนึ่งจะสามารถดำรงชีวิตอยู่บนดาวอังคารได้นานแค่ไหน และทางรอดอะไรในการที่เค้าจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สร้างจินตนาการให้กับมนุษย์โลกอย่างพวกเราว่า การใช้ชีวิตอยู่บนดาวอังคารนั้น หากมีความพร้อมทางเทคโนโลยีแล้วก็ไม่น่ายากที่พวกเรานั้นจะอาศัยอยู่ได้ การใช้ชีวิตของ มาร์ก วัทนีย์ จึงเป็นต้นแบบการดำรงชีวิตให้อยู่รอดบนดาวอังคาร และเป็นคนสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆให้ใครหลายๆคนสนใจการย้ายถิ่นฐานไปยังดาวอังคารมากยิ่งขึ้น

หนังเรื่องนี้ออกมาใกล้เคียงกับโครงการ MARS ONE ซึ่งก็ยิ่งตอกย้ำความเป็นไปได้ในการไปใช้ชีวิตบนดาวอังคารขึ้นไปอีก รวมไปถึงระบบการส่งยานอวกาศ การปล่อยจรวด หรือการทำงานต่างๆของวิศวกร นักดาราศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ต่างๆ ล้วนทำได้สมจริง และเป็นเทคโนโลยีที่โลกสมัยนี้จับต้องได้ เรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องนี้มันเลยดูไม่เพ้อฝันมากนัก เพราะหลักการที่ใช้ในภาพยนตร์ไม่ว่าจะเป็นหารผลิตน้ำหยด การผลิตความร้อน ยังอ้างอิงจากหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นได้จริง และที่สำคัญภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้ เจมส์ แอล. กรีน ผู้อำนวยการแผนกวิทยาดาวเคราะห์ของนาซามาเป็นที่ปรึกษาภาพยนตร์อีกด้วย ดังนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เป็นภาพยนตร์ที่โดนใจสาวกอวกาศหลายๆคนจนต้องกลับมาดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วเพื่อนๆชอบดูภาพยนตร์เรื่องนี้กันหรือเปล่า

2. อินเตอร์สเตลลาร์ (Interstellar)

มาต่อด้วยเรื่องที่ 2 แน่นอนว่าต้องเป็น อินเตอร์สเตลลาร์ ทะยานดาวกู้โลก หนังเรื่องนี้ได้พูดถึงโลกในยุคที่ใกล้จะสูญสิ้น จากโรคพืช ซึ่งทำให้พืชที่ถือว่าเป็นแหล่งอาหารของทุกชีวิตสรรพสิ่งบนโลกนี้ เมื่อพืชล้มตายก็ทำให้ผู้คนต่างยากแค้นขาดแคลนซึ่งอาหาร และยังต้องเจอกับภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งสิ่งเดียวที่จะเป็นทางออกในตอนนั้นก็คือการตามหาแหล่งที่อยู่ใหม่ให้กับมวลมนุษยชาติ

และคูเปอร์พระเอกของเรื่องนี้ได้เจอเรื่องราวประหลาดๆ เจอสัญญาณบางอย่าง เลยทำให้เขาต้องเข้าร่วมภารกิจนี้ ซึ่งนั่นเองก็เป็นภารกิจที่ คูเปอร์ วิศวกรหนุ่มที่มีลูกสองคน ได้เข้าร่วมและได้ทำหน้าที่เพื่อมนุษย์โลกโดยการร่วมเดินทางในการค้นหาดาวดวงใหม่ เพื่อที่จะย้ายมนุษย์ไปตั้งอาณานิคม และดำรงเผ่าพันธุ์ในดวงดาวนั้นๆ ระหว่างปฏิบัติภารกิจพวกเขาและเหล่านักวิทยาศาสตร์พบดาวที่น่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะให้มนุษย์ย้ายมา อาศัยอยู่ถึง 3 ดวง ได้แก่ มิลเลอร์, เอ็ดมันด์ และแมนน์ ซึ่งทั้งสามดวงนี้โคจรอยู่รอบหลุมดำที่มีชื่อว่า แกนกาทัว และพวกเขาได้ตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังดาวมิลเลอร์

ซึ่งเมื่อเข้าไปแล้วเวลาของดาวดวงนั้นเดินเร็วกว่าโลกมาก ๆ ในหนึ่งชั่วโมงของดาวดวงนี้เท่ากับ 7 ปี บนโลก จากนั้นเขาก็เริ่มเดินหน้าไปสำรวจดาวอีกสองดวงที่เหลือซึ่งเขาเองก็เจอเหตุการณ์มากมายที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด ภารกิจนี้กินเวลาบนโลกไปหลายสิบปีกว่าจะได้พบว่าสุดท้ายแล้วดาวเอ็ดมันด์ เป็นดาวเคราะห์ที่มนุษย์สามารถอาศัยอยู่ได้ ภาพยนตร์เรื่องนี้เองได้อ้างอิงเรื่องราวของรูหนอนและหลุมดำมาจากทฤษฎีสัมพันธภาพของไอร์สไตน์ ซึ่งหลุมดำก็คือไฮไลท์ของเรื่องนี้ที่สะท้อนให้คนทั่วไปเห็นว่ามันมีอนภาคมากแค่ไหน และมีผลต่อห้วงเวลาและสิ่งต่างๆมากเท่าไร ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็ได้อธิบายความเป็นหลุมดำได้ดีทีเดียว

3. การ์เดียนส์ ออฟ เดอะ กาแล็กซี่ (Guardians of the Galaxy)

ต่อมาคือเรื่อง Guardians of the Galaxy ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ Sci-Fi สุดมันส์จากค่ายสตูดิโอ มาร์เวล แน่นอนว่าพอพูดถึงค่ายนี้ ย่อมรับประกับความสนุกและความแฟนตาซีที่บวกกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโลกอนาคต ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าการผจญภัยครั้งใหม่ของจักรวาลมาร์เวล ซึ่งมีตัวละครที่คอยเดินเรื่องอย่าง ปีเตอร์ ควิลล์ ซึ่งเขาคือนักผจญภัยจอมเจ้าเล่ห์ที่ถูกไล่ล่า เพราะว่าเขาได้ขโมยวัตถุลึกลับไป ทำให้ โรแนน วายร้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่มีเป้าหมายในการครองจักรวาล ต้องไล่ล่าเขา

ซึ่งนั่นเองทำให้ปีเตอร์ต้องทำใจเข้าร่วมทีมกับตัวประหลาดอีก 4 ตัวอันประกอบไปด้วย ร็อคเกต แรคคูนปากมอมจอมสาดกระสุน, กรูท ฮิวแมนนอยด์ที่มีรูปร่างเหมือนกับต้นไม้ เจ้าของคำพูด “I..AM…GROOT”  แดรกซ์ เดอะเดสทรอยเยอร์ และ กาโมร่า นับรบสาวตัวสีเขียวที่มีพลังลึกลับ   พวกเขาทั้ง 5 ต้องผนึกกำลังกันเพื่อปกป้องจักรวาลนี้ให้รอดพ้นจากอันตรายครั้งใหญ่ โดยมีโชคชะตาของจักรวาลเป็นเดิมพัน

ภาพยนตร์เรื่องนี้จะแตกต่างจากสองเรื่องที่ได้กล่าวมา ทั้งภาพที่ดูแฟนตาซีกว่า และความวาดฝันโลกและจักรวาลในอนาคตมากกว่า เรียกได้ง่ายๆว่า มันน่าจะเป็นจริงน้อยที่สุด ดังนั้นอย่าเพิ่งคิดจริงจังกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ในภาพยนตร์เรื่องนี้มาก เอาเป็นว่าดูเพื่อความผ่อนคลายและความสนุกสนานดีกว่า สิ่งที่ดีของภาพยนตร์เรื่องนี้อีกเรื่องคือเพลงประกอบภาพยนตร์เพราะมากๆ

4. อวตาร (Avatar)

เรื่องสุดท้าย เก่าหน่อย แต่เชื่อว่าหลายคนดูคนละหลายรอบแน่ๆ และรอคอยภาคต่อไปที่ถ่ายทำแสนจะเนิ่นนาน นั่นก็คือภาพยนตร์เรื่องอวตาร เอาจริงๆเรื่องอวตารเป็นภาพยนตร์ที่ดูเหมือนจะแฟนตาซีมากๆแต่ก็แฝงไปด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์มากมาย ทั้งเรื่องการดัดแปลงพันธุกรรม การขยายอาณานิคมไปยังดาวดวงอื่น และยังมีเทคโนโลยีหุ่นยนตร์เข้ามาร่วมด้วย เรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่สมบูรณ์แบบทั้งด้านจินตนาการและความรู้ทางวิทยาศาสตร์เลยทีเดียว

เรื่องราวเกิดขึ้นจากนาวิกโยธินที่พิการชื่อว่า เจค ซัลลี่ ซึ่งเขาได้รับเลือกให้ร่วมเดินทางระยะทางหลายปีแสงเพื่อไปยังดาวแพนโดร่าที่มีแร่หายาก ล้ำค่า และเป็นสิ่งที่จำเป็นของโลก แต่อุปสรรคของการเดินทางและการไปอยู่บนดาวแพนโดร่านี้คืออากาศที่เป็นพิษต่อมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์จึงมีความจำเป็นที่จะพัฒนาโปรแกรมทางพันธุกรรมเพื่อแปลงสภาวะจิตใจของมนุษย์ให้ไปอยู่ในร่างอวตาร จึงทำให้ เจค ผู้ซึ่งนั่งรถเข็นตลอดมาเมื่อได้เข้าโปรแกรมนี้จึงสามารถเดินได้ และภารกิจของเขาก็คือการแทรกซึมไปยังกลุ่มนาวีชนเผ่าพื้นเมืองที่ดูเหมือนจะเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงแร่ล้ำค่าที่มนุษย์โลกเรานั้นต้องการ

แต่เมื่อเจค ได้เข้ามาสัมผัสกับชนเผ่านี้จึงได้เรียนรู้ถึงอารยธรรมและวิถีชีวิต และมีความคิดใหม่ที่จะปกป้องชนเผ่านี้ไว้ เรื่องราวต่างบรรยายไปด้วยความครบรส ซึ่งได้เริ่มเรื่องมาด้วยเรื่องราวของวิทยาศาสตร์ การพัฒนาเทคโนโลยีการตัดต่อพันธุกรรม ไปจนถึงอารยธรรมของชนเผ่าท้องถิ่น ถึงแม้เรื่องนี้จะไม่ใช่วิทยาศาสตร์จ๋า และก็พอจะให้มนุษย์โลกเรานั้นคาดเดาได้ว่า หากจะมีดาวใดซักดวงที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ ดาวดวงนั้นอาจมีลักษณะคล้ายดาวเพนโดล่า และอาจมีสิ่งชีวิตอย่างเช่นชนเผ่านาวีแบบนี้อยู่ก็ได้

นี่ก็คือภาพยนตร์ทั้งสี่เรื่องที่ผู้คนให้ความสนใจและสร้างรายได้เป็นอย่างมากในวงการภาพยนตร์ เชื่อว่าในทั้งสี่เรื่องนี้ ต้องมีเพื่อนๆที่ดูซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างแน่นอน ทั้งสี่เรื่องนี้เพื่อนๆชอบเรื่องไหนมากที่สุด และยังมีเรื่องไหนอีกบ้างที่เพื่อนๆคิดว่ามันเล่าเรื่องราวความป็นอวกาศได้ดีอีกบ้าง สำหรับวันนี้เรื่องราวที่นำมาฝากเพื่อนๆก็มีเท่านี้ ถ้าชอบอย่าลืมกดติดตามและกดกระดิ่งช่อง eduHUB เพื่อที่เพื่อนๆจะไม่พลาดการรับชมครั้งต่อไปกันด้วยนะคะ