“อีลอน มัสก์” เตรียมส่งกัญชาขึ้นไปปลูกบนอวกาศ

กัญชา เป็นพืชในวงศ์ Cannabidaceae ซึ่งสามารถแยกย่อยเป็นสายพันธุ์ต่างๆ ได้อีกมากมาย แต่สายพันธุ์ที่พบบ่อยมีอยู่ 3 ชนิด นั่นคือ Cannabis sativa, Cannabis indica และ Cannabis rudealis ในประเทศเทศไทยที่พบมากที่สุดจะเป็นสายพันธุ์ Cannabis sativa เนื่องจากสายพันธุ์นี้จะชอบอากาศที่ร้อนชื้นเหมือนในประเทศเรา

ในอดีต คนเราจะใช้กัญชาใน 2 ลักษณะ โดยแบ่งออกตามชื่อเรียกของมัน นั่นคือ 1.) มาริฮวานา (Marijuana) หรือก็คือการใช้ใบและดอกของกัญชามาตากแห้งทำเป็นผง และม้วนเป็นบุหรี่สูบ ซึ่งชื่อนี้เป็นชื่อที่เรียกตามชาวแม็กซิกัน 2.)แฮฌอีฌ (Hashish) ตามภาษาอาหรับแปลว่าการนำยางจากต้นกัญชามาเผาไฟและสูดดม ตามประวัติศาสตร์แล้วมนุษย์เราใช้กัญชาเพื่อรักษาโรค โดยริเริ่มขึ้นจากประเทศจีน เมื่อ 2,600 ปีก่อนคริสตกาล จักรพรรดิ์เสินหนิง (Shun Nung) ผู้ค้นพบวิธีการชงและดื่มชา ได้เขียนอธิบายสรรพคุณทางยาของกัญชาลงในตำราสมุนไพรจีนเป็นครั้งแรก และหลังจากนั้นจึงได้เริ่มให้มีการปลูกกัญชาเพื่อเป็นยารักษาโรคนับแต่นั้น

ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ cpvo.europa.eu

ต่อมากัญชาก็ได้แพร่กระจายไปยังประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชีย รวมถึงประเทศอินเดียด้วย จนกระทั่งแพทย์ชาวอังกฤษชื่อ William O’Shaughnessy ผู้กำลังปฏิบัติงานอยู่ในประเทศอินเดียได้มาเจอเข้าในปีค.ศ. 1839 เขาได้ทำการทดลองและพบว่ากัญชามีสรรพคุณทางยาจริงๆ โดยมันสามารถนำไปใช้ระงับอาการปวด กระตุ้นความอยากอาหาร ลดการคลื่นไส้อาเจียน ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และลดอาการชักได้

นายแพทย์วิลเลียมได้ตีพิมพ์งานวิจัยนี้ลงในวารสารเกี่ยวกับยาในยุคนั้น ทำให้กัญชาถูกนำไปใช้ในทางการแพทย์อย่างแพร่หลายในประเทศอังกฤษและตะวันตก กัญชาถูกนำไปขายในร้านขายยาโดยไม่ผิดกฏหมาย นอกจากนี้ยังมีการใส่ยาสกัดจากกัญชาและยาทิงเจอร์ลงใน British Pharmacopoeia และ United States Pharmacopoeia อีกทั้งยังมีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่า แพทย์ได้มีการสั่งจ่ายกัญชาให้กับพระราชินีวิคตอเรีย แห่งประเทศอังกฤษ เพื่อลดอาการปวดประจำเดือนของพระองค์ด้วย

ภาพวาด William O’Shaughnessy – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ thematter.co

กัญชาถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายจนกระทั่งปี ค.ศ. 1937 ประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีรายงานว่าผู้ใช้กัญชามีอาการขาดสติ ประสาทหลอน และสามารถก่อให้เกิดอาชญากรรมขึ้นได้ ดังนั้นจึงได้มีการถอนกัญชาออกจากบัญชียา United States Pharmacopoeia และยกเลิกไม่ให้มีการใช้กัญชาในการรักษาโรคตั้งแต่ปี ค.ศ. 1971 เป็นต้นมา ส่วนในประเทศไทย กัญชาก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ก่อนจะเปลี่ยนมาอยู่ในประกาศพระราชบัญญัติยาเสพติดใหโทษฉบับใหม่ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 25622 ซึ่งอนุญาตให้สามารถนำมาใช้ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการ การแพทย์ การรักษาผู้ป่วย หรือการศึกษาวิจัยและพัฒนาการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ได้

เนื่องจากกัญชามีสรรพคุณทางยามากมาย อีลอน มัสก์จึงได้คิดที่จะส่งกัญชาขึ้นไปทดลองปลูกใน Dragon capsule บนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ผ่านกระสวยอวกาศ Space X ซึ่งเป็นบริษัทขนส่งทางอวกาศของตัวอีลอน มักส์เอง ในช่วงราวๆ เดือนมีนาคม ปี 2020 นี้

ภาพสถานีอวกาศนานาชาติ – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ zolkorn.com

ทั้งนี้ อีลอน มัสก์ ก็ไม่ใช่คนต้นคิดไอเดียส่งกัญชาขึ้นอวกาศแต่อย่างใด แต่เป็นไอเดียของ Front Range Biosciences ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีการเกษตร โดยกัญชาที่เลือกส่งขึ้นไปจะเป็นสายพันธุ์ที่ถูกกฎหมายและมีค่า THC ต่ำ และเนื่องจากมันเป็นสายพันธุ์ที่ไว้ใช้ในอุตสาหกรรม นอกจากใช้เป็นยาแล้วมันจึงสามารถนำไปใช้ผลิตสิ่งของอย่างอื่นได้ด้วย เช่น กระดาษ เสื้อผ้า พลาสติกที่ย่อยสลายได้ แม้กระทั่งอาหารสัตว์ และเนื่องจากมันมีความเข้มข้นของค่า THC ต่ำ และค่า CBD สูง ดังนั้นมันจึงแทบไม่มีผลเสียต่อระบบประสาทของเราเลย นอกจากจะมีคนที่แพ้สารเคมีตัวนี้ก็อาจจะมีอาการรุนแรงกว่าปกติ

ในแผนการที่วางไว้ระบุว่า เมื่อกัญชาถูกส่งขึ้นอวกาศแล้ว พวกมันจะต้องเข้าไปอยู่ในตู้อบในสถานีอวกาศนานถึง 30 วัน ในระหว่างระยะเวลานี้ พวกมันจะถูกตรวจสอบเป็นระยะ จากศูนย์วิจัยเทคโนโลยีการอยู่อาศัยบนอวกาศ BioServe Space Technologies

ภาพ อีลอน มัสก์ – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ livemint.com

เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการทดลองแล้ว กัญชาเหล่านั้นจะถูกส่งกลับมายังโลกและถูกตรวจสอบอีกครั้ง เพื่อดูว่าการแผ่รังสีคอสมิกในอวกาศจะมีผลกระทบอย่างไรต่อต้นกัญชาบ้าง แล้วแรงโน้มถ่วงบนอวกาศนั้นจะมีผลต่อยีนส์พันธุกรรมของกัญชาหรือไม่ อย่างไร

“ทางวิทยาศาสตร์แล้วเรามีทฤษฎีว่า พืชที่ถูกปลูกในอวกาศจะสามารถกลายพันธุ์ได้ ดังนั้นนี่จึงเป็นโอกาสที่จะได้เห็นว่า การกลายพันธุ์เหล่านั้นจะยังคงอยู่หรือไม่เมื่อพืชกลับกลับมายังโลก? และเราจะสามารถประยุกต์การทดลองนี้ในเชิงพาณิชย์วิถีใหม่ได้อย่างไร?” Jonathan Vaught ผู้บริหารของ Front Range Biosciences กล่าว