อูมัวมัว (Oumuamua) วัตถุปริศนาจากห้วงอวกาศลึก

สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่เกิดทัน เราคงจะเคยได้ยินข่าวเรื่องโลกแตกในปี 2000 เพราะอุกกาบาตชนโลกมาไม่มากก็น้อย แต่ตอนนี้ก็เลยปี 2000 มาแล้ว โลกเราก็ยังคงสงบสุขดี ทั้งนี้ก็ยังมีคนบางกลุ่มที่ยังคงเชื่ออยู่ว่าอาจมีอุกกาบาตพุ่งเข้ามาชนโลกเข้าสักวันหนึ่ง ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้มีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น นาซาจึงได้มีการส่งยานขึ้นไปบนอวกาศเพื่อตรวจหาและเฝ้าระวังอันตรายจากวัตถุในอวกาศ ทั้งอุกกาบาต เศษหินจากดาวเคราะห์น้อย ดาวหางจากดวงอาทิตย์ หรือแม้กระทั่งวัตถุอื่นๆ ที่อาจเป็นภัยต่อโลกเราได้

และด้วยการเฝ้าระวังนี้เองที่ทำให้เราตรวจพบวัตถุปริศนาอันหนึ่งเข้า โดยเราเรียกมันว่า Oumuamua บางคนก็อ่านว่าโอมูอาโอมูอา บางคนก็อ่านว่าโอมัวโอมัว แต่จริงๆ แล้วชื่อของมันต้องอ่านว่า “อูมัวมัว” ถึงจะถูก เจ้าวัตถุชื่ออ่านยากนี้ถูกค้นพบโดยโรเบิร์ต เวริก (Robert Weryk) นักฟิสิกส์และนักดาราศาสตร์แห่งองค์การนาซา ในตอนนั้นเป็นวันที่ 19 ต.ค. 2017 เขากำลังตรวจหาวัตถุอันตรายผ่านกล้องโทรทรรศน์ แพน-สตาร์ส 1 (Pan-STARRS 1) ในหอสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ฮาเลอาคาลา รัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา (Haleakala Observatory, Hawaii, USA) แล้วเขาก็ได้พบกับวัตถุปริศนานี้ลอยเข้ามาในระบบสุริยะของเรา

โรเบิร์ต เวริก
ภาพ โรเบิร์ต เวริก – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ osel.cz

ถ้ามองผ่านๆ วัตถุปริศนานี้ก็ดูเหมือนก้อนอุกกาบาตขนาดใหญ่ทั่วไป ทว่าภายหลังเรากลับพบว่าวัตถุปริศนานี้มันเร่งความเร็วของตนเองได้เมื่อเข้าสู่วงโคจรของระบบสุริยะ ราวกับมันเป็นยานพาหนะมากกว่าอุกกาบาต เมื่อประกอบกับรูปร่างเรียวยาวเพื่อลดแรงต้านในตอนเคลื่อนที่ก็ยิ่งทำให้มันดูเหมือนยานอวกาศเข้าไปใหญ่ เนื่องด้วยอุกกาบาตขนาดปกติไม่น่าจะยาวขนาดนี้

จากการตรวจสอบของนักวิทยาศาสตร์คาดว่าอูมัวมัวน่าจะกว้างประมาณ 35-167 ม. ยาว 230-1,000 ม. ทำให้หลายคนเริ่มสงสัยว่า วัตถุปริศนานี้อาจจะเป็นยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวก็ได้ ด้วยเหตุนี้มันจึงถูกเรียกว่าอูมัวมัว ที่เป็นภาษาฮาวายโบราณแปลว่า “ผู้สอดแนม”

อูมัวมัว
ภาพวัตถุปริศนาอูมัวมัว – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ sciencing.com

นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังค้นพบอีกด้วยว่าอูมัวมัวมีสีออกแดง จึงน่าจะมีส่วนผสมของโลหะหนักที่ไม่ได้ถือกำเนิดในระบบสุริยะของเรา แต่อูมัวมัวน่าจะเดินทางมาจากกาแล็กซีอื่นมากกว่า แถมตอนที่อูมัวมัวพุ่งผ่านดวงอาทิตย์ มันกลับไม่มีหางออกมาเหมือนเวลาเศษดาวเคราะห์เฉียดผ่านดาวอาทิตย์และกลายเป็นดาวหาง อีกทั้งอูมัวมัวยังเร่งความเร็วขึ้นอีกด้วยซึ่งขัดต่อกฏการเคลื่อนที่

แต่เนื่องจากเรายังไม่สามารถสรุปได้ว่าแท้จริงแล้วอูมัวมัวเป็นยานของมนุษย์ต่างดาวจริงหรือไม่ นักวิทยาศาสตร์เลยพยายามไขปริศนาเรื่องการเร่งความเร็วของอูมัวมัวโดยคาดการณ์ว่าอาจเป็นเพราะรังสีจากดวงอาทิตย์ผลักดันมันให้เร่งความเร็วขึ้น ส่วนประเด็นที่มีคนสังเกตเห็นว่าอูมัวมัวยืดหดขนาดของตนเองได้ นักวิทยาศาสตร์ก็ตอบว่ามันน่าจะเป็นเพราะรูปทรงเรียวยาวของมันกับมุมมองที่เรามอง เหมือนกับการที่เรามองกิ่งไม้จากมุมที่ต่างกัน ถ้าหากมองจากด้านข้าง กิ่งไม้ก็จะยาว แต่ถ้ามองจากด้านหน้า เราก็อาจจะเห็นกิ่งไม้นั้นสั้นนิดเดียว

ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ express.co.uk

อูมัวมัวมาเยือนระบบสุริยะเราเพียงแค่ชั่วครู่เดียวเท่านั้น แล้วมันก็จากไปก่อนที่เราจะได้ทันส่งยานขึ้นไปสำรวจ ซึ่งนับว่าน่าเสียดายเป็นอย่างมาก แต่ถึงกระนั้นก่อนหน้านี้ เราก็เคยตรวจเจอเบาะแสของอูมัวมัวมาบ้างแล้วในวันที่ 9 ก.ย. 2017 ตอนที่อูมัวมัวเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ดวงทิตย์มากที่สุด ทำให้มันมาค่าความสว่างเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 13.5 mag. หรือก็คือสว่างแค่พอๆ กับดวงจันทร์ไททันที่เป็นดาวบริวารของดาวเนปจูน แต่นั่นก็นับว่ามากพอแล้วที่จะยืนยันการมีอยู่ของมันในสถานะวัตถุอวกาศชิ้นหนึ่งแม้ว่าหลังจากนั้นค่าความสว่างของมันจะลดลงก็ตาม

ถึงแม้ว่าอูมัวอูมัวจะเต็มไปด้วยปริศนามากมาย และดูเหมือนกับว่ามันเป็นตัวบ่งชี้ถึงอารยธรรมของมนุษย์ต่างดาว ทว่าด้วยสีที่ออกโทนแดงและค่าความสว่างที่ไม่เสถียรทำให้นักวิทยาศาสตร์คาดว่ามันอาจจะเป็นแค่ดาวเคราะห์น้อยจากระบบดาวฤกษ์อื่นในทางช้างเผือกเท่านั้น

อูมัวมัว
ภาพถ่ายอูมัวมัว – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ physicsworld.com

ไม่เพียงเท่านั้น แต่เรายังตรวจพบว่าอูมัวมัวไม่เคยส่งคลื่นวิทยุใดๆ ออกมาเลย ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าอูมัวมัวไม่น่าจะเป็นยานของมนุษย์ต่างดาวที่มาสอดแนมโลก แต่ทั้งอย่างนั้นนักวิทยาศาสตร์หลายคนก็ยังคงเชื่อว่าอูมัวมัวอาจไม่ได้มาเพื่อติดต่อกับโลก แต่มาเก็บพลังงานจากดวงอาทิตย์หรือแค่แอบส่องโลกโดยที่ไม่ให้เรารู้ตัวก่อนจะจากไปก็ได้

สุดท้ายแล้วเราก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่าอูมัวมัวนั้นเป็นแค่ดาวเคราะห์นอกระบบหรือเป็นยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวจริงๆ กันแน่ แต่อย่างน้อยการปรากฏตัวของมันก็กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของนักวิทยาศาสตร์และผู้คลั่งไคล้เรื่องมนุษย์ต่างดาวกันมากขึ้น สุดท้ายนี้ หากถูกใจบทความของพวกเรา อย่าลืมกดติดตามและกดกระดิ่งช่อง eduHUB กันด้วยนะคะ