สาเหตุที่ดาวพลูโตถูกปลดจากการเป็นดาวเคราะห์

จากการประชุม สมัชชาใหญ่แห่งสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล ( IAU General Assembly) ณ กรุงปราก เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็ก ที่มีนักดาราศาสตร์เข้าร่วมถึง 2,500 คน ในปีพ.ศ. 2549 ผลการประชุมออกมาให้มีการถอดดาวพลูโตออกจากการเป็นดาวเคราะห์ หลังจากที่มันถูกเรียกว่าดาวเคราะห์มานานถึง 76 ปี ทำให้ตอนนี้ระบบสุริยะของเราเหลือดาวเคราะห์เพียงแค่ 8 ดวงเท่านั้น

เมื่อประมาณพันปีที่แล้ว เรารู้เพียงว่าดาวเคราะห์คือดวงดาวบนท้องฟ้าที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ในช่วงเวลานั้นเราไม่รู้แม้กระทั่งว่าดาวเคราะห์แต่ละดวงควรมีขนาดเท่าไหร่ แต่รู้เพียงแค่ว่าดวงดาวเหล่านั้นมีความสว่างและสีที่ต่างกัน อีกทั้งยังเคลื่อนตัวด้วยความเร็วที่ไม่เท่ากันอีกด้วย ซึ่งเมื่อเรามองขึ้นไปบนท้องฟ้าผ่านกล้องโทรทรรศ์ ถ้าหากไม่นับรวมโลกของเราแล้ว เราก็จะพบดาวเคราะห์เพียงแค่ 5 ดวงเท่านั้น นั่นคือ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์

ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ space.com

แต่หลังจากนั้นเทคโนโลยีของเราก็ก้าวหน้าขึ้น ทำให้กล้องโทรทรรศน์ที่เราใช้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นตามไปด้วย นั่นเป็นสาเหตุให้นักดาราศาสตร์เริ่มค้นพบดาวเคราะห์มากขึ้น อีกทั้งเรายังสามารถสร้างยานอวกาศและส่งขึ้นไปสำรวจดาวเคราะห์แต่ละดวง และเข้าใจมันได้มากขึ้นด้วย

แต่ต่อมา นักดาราศาสตร์ก็ได้มีการนิยามคำว่า “ดาวเคราะห์” ขึ้นว่า เป็นวัตถุท้องฟ้า โดยมันจะต้องมีมวลมากพอที่แรงโน้มถ่วงจะทำให้มันอยู่ในภาวะสมดุลอุทกสถิต (hydrostatic equilibrium) นอกจากนี้มันยังต้องโคจรรอบดาวฤกษ์โดยที่ตัวมันเองไม่ใช่ดาวฤกษ์และดวงจันทร์บริวารของดาวเคราะห์ดวงอื่นเสียเองด้วย หรือแปลง่ายๆ ก็คือดาวเคราะห์จะต้องไม่ใช่ดาวฤกษ์ โคจรรอบดาวฤกษ์ และเป็นดวงดาวมีรูปทรงกลม

ภาพเปรียบเทียบขนาดดาวพลูโต (ซ้ายล่าง) กับดวงจันทร์และโลก – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ space.com

ด้วยคำนิยามนี้ยังทำให้ดาวเคราะห์น้อยซีรีสจึงอาจถูกยกขึ้นมาเป็นดาวเคราะห์ดวงใหม่ด้วย เนื่องจากมันมีรูปทรงกลมและโคจรรอบดวงอาทิตย์เช่นเดียวกัน แต่ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ ซีรีสจึงถูกจัดให้อยู่เป็นประเภทดาวเคราะห์แคระ (dwarf planet) แทน

นอกจากนี้ คณะกรรมการยังได้เสนอมติกำหนดประเภทวัตถุในระบบุสุริยะชนิดใหม่ด้วย ไว้ใช้กับวัตถุที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยระยะเวลาต่อเนื่องยาวนานกว่า 200 ปี โดยมันมีชื่อเรียกว่าพลูตอน (pluton) ซึ่งวัตถุต้นแบบของมันก็คือดาวพลูโตนั่นเอง และวัตถุที่นอกเหนือจากที่นิยามมาข้างต้นทั้งหมดจะถูกเรียกว่า ” วัตถุขนาดเล็กในระบบสุริยะ” (Small Solar System Bodies) แทนคำว่าดาวเคราะห์น้อย (minor planet) ที่ถูกยกเลิกไป

ภาพดาวพลูโต – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ loc.gov

แต่ข้อเสนอดังกล่าวนี้ เสียงส่วนใหญ่ในการประชุมไม่เห็นด้วย ดังนั้นสรุปแล้วในระบบสุริยะเราจึงมีดาวเคราะห์เพิ่มเป็นอย่างน้อย 12ดวง และมีวัตถุใหม่ที่เข้าข่ายดาวเคราะห์น้อยได้คือ…

1. ซีรีส (Ceres) ดาวเคราะห์น้อยที่ถูกค้นพบเป็นดาวแรกและมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 952 กิโลเมตร ซึ่งคือว่าใหญ่ที่สุดในกลุ่มดาวเคราะห์น้อย ซึ่งเราสามารถพบดาวเคราะห์ดวงนี้ได้ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี 

ภาพดาวซีรีส – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ phys.org

2. คารอน ( Charon) ดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดโดยรวม 1,205 กิโลเมตร มันเป็นทั้งบริวารและสหายดาวเคราะห์ของดาวพลูโต เพราะถึงแม้ว่าดาวพลูโตจะมีขนาดใหญ่กว่ามันมาก แต่นักดาราศาสตร์ก็ถือว่าดาวพลูโตเป็นระบบดาวคู่ (double planet) เพราะทั้งดาวพลูโตและคารอนต่างโคจรรอบกันและกันนั่นเอง ทำให้คารอนดูเหมือนจะเป็นสหายดาวเคราะห์มากกว่าดาวบริวาร

ภาพดาวคารอน – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ solarsystem.nasa.gov

3. 2003 ยูบี 313 (2003 UB 313 ) มันมีขนาดใหญ่กว่าดาวพลูโต หรือก็คืออยู่ที่ประมาณ 2,300-2,500 กิโลเมตร เป็นวัตถุอวกาศน้องใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบในปี 2546 และถูกประกาศการค้นพบอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2548

ภาพดาว 2003 ยูบี 313 – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ spacetelescope.org

ไมค์ บราวน์ หนึ่งในทีมนักดาราศาสตร์ผู้ค้นพบ 2003 ยูบี 313 ก็ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอนี้ว่า หลังจากนี้จะมีวัตถุเข้าข่ายเป็นดาวเคราะห์เพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 53 ดวง ซึ่งน่าจะมากเกินไปที่คนธรรมดาทั่วไปจะสามารถจำได้หมด ดังนั้นเขาจึงเสนอทางออกอยู่ 3 ทางนั่นคือ 1.)ลดสถานภาพของดาวพลูโต ทำให้มีดาวเคราะห์อยู่ในระบบสุริยะเพียงแค่ 8 ดวง เพราะดาวพลูโตมีขนาดเล็กลง 2.)คงสภาพดาวเคราะห์ทุกดวงไว้เหมือนเดิม 3.)ให้วัตถุที่ใหญ่กว่าดาวพลูโตเป็นดาวเคราะห์ ซึ่งจะทำให้ระบบสุริยะมีดาวเคราะห์รวมทั้งสิ้น 10 ดวง

ดังนั้นสุดท้ายแล้วการประชุมนี้จึงจบลงที่ให้ถอดดาวพลูโตออกจากการเป็นดาวเคราะห์ และให้จัดอยู่ในประเภทดาวเคราะห์แคระแทนเช่นเดียวกับซีรีสแทน ในวันที่ 24 สิงหาคม 2549 แต่ถึงแม้ดาวพลูโตจะไม่เป็นหนึ่งในดาวเคราะห์แล้วแต่มันก็ยังมีความน่าสนใจ ให้เราเข้าไปค้นหาอยู่ดี และในปีพ.ศ. 2558 อยานนิวเฮอไรซอนส์ก็น่าจะเดินทางไปถึง ซึ่งภารกิจนี้น่าจะทำให้เราได้เรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับดาวพลูโตเพิ่มขึ้นอีกมากแน่นอน