มนุษย์เหยียบดวงจันทร์ เรื่องจริง หรือโกหก

ทำไมธงชาติสหรัฐฯ ถึงโบกสะบัดบนดวงจันทร์ที่ไม่มีลมพัด ?

ทำไมท้องฟ้าของดวงจันทร์จึงมืดสนิทไม่มีดวงดาว ?

ทำไมมีรอยเท้านักบินอวกาศบนพื้นแข็ง ?

แต่ถ้าเป็นเรื่องโกหก…ทำไมชาติคู่แข่งมหาอำนาจไม่เปิดโปงเรื่องนี้ ?

มีคำถามมากมายเกิดขึ้นหลังจากที่ ยานอะพอลโล 11 นำมนุษย์ไปเหยียบบนพื้นดวงจันทร์ และสร้างชื่อเสียงโด่งดังให้กับ นีล อาร์มสตรอง นักบินอวกาศที่เป็นผู้ที่เหยียบดวงจันทร์คนแรกของโลก ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่โด่งดังและสร้างความปลื้มใจในสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจขององค์การนาซาก็ยังชี้ว่า มีชาวอเมริกันร้อยละ 5 ที่ไม่เชื่อว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง และพากันกล่าวหาว่าเป็นการจัดฉากตบตาผู้คนเพื่อเอาชนะสหภาพโซเวียต ชาติมหาอำนาจคู่แข่งซึ่งในขณะนั้นมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอวกาศที่เหนือกว่า วันนี้พวกเรา eduHUB จะพาไปพิสูจน์ว่าการที่มีมนุษย์ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์เป็นเรื่องจริงหรือไม่

ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ bbc.com

ฮาวเวิร์ด เบอร์รี อาจารย์ประจำหลักสูตรมหาบัณฑิตด้านการผลิตภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ มหาวิทยาลัยฮาร์ตฟอร์ดเชียร์ ได้เขียนฟันธงลงในเว็บไซต์ The Conversation ว่า การขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ในภารกิจอะพอลโล 11 ไม่มีทางถ่ายทำขึ้นโดยใช้เทคนิคด้านภาพยนตร์หรือการตัดต่อวิดีโอแน่นอน

เนื่องจาก ก่อนหน้านี้มีกลุ่มคนที่เชื่อเรื่องทฤษฎีสมคบคิดและโจมตีนายสแตนลีย์ คูบริก ผู้กำกับหนังฮอลลีวูดที่มีชื่อเสียงอย่างมากในยุคนั้น ว่าเขาได้ช่วยองค์การนาซาในการถ่ายทำวิดีโอโครงการอะพอลโลให้ดูเหมือนมนุษย์ขึ้นไปเหยียบบนดวงจันทร์ถึง 6 ครั้ง

ภาพจำลองการถ่ายทำ – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ skeptical-science.com

และหลักฐานที่นายเบอร์รีหยิบยกขึ้นมาคือเฟรมเลต (Frame rate) ในคลิปวิดีโอนั้น เนื่องจากภาพวิดีโอตามปกติในยุคนั้นจะต้องมีเฟรมเลตที่ 30 ภาพต่อวินาที แต่คลิปวิดีโอของนาซากลับมีเฟรมเลตอยู่เพียงแค่ 10 ภาพต่อวินาทีเท่านั้น นั่นหมายความว่านาซาได้บันทึกภาพเหตุการณ์จริงด้วยกล้องชนิดพิเศษ ที่สามารถถ่ายทอดภาพนิ่งให้เป็นภาพเคลื่อนไหวผ่านสัญญาณวิทยุ (SSTV)

แต่ถึงอย่างนั้นฝ่ายเชื่อทฤษฎีสมคบส่วนหนึ่งก็ยังโจมตีต่อว่า นาซาใช้วิธีทำภาพแบบสโลโมชั่น ให้นักบินอวกาศเคลื่อนไหวช้าลง จะได้ดูเหมือนกำลังเดินอยู่บนดวงดาวที่มีแรงโน้มถ่วงต่ำรึเปล่า แต่นายเบอร์รีก็ชี้แจ้งว่าการทำภาพแบบนั้นได้ นาซาต้องเพิ่มเฟรมขึ้นจนมากกว่าปกติ เพื่อให้ภาพดูเหมือนเคลื่อนไหวช้าลง แถมความยาวของคลิปก็จะมากเกินไปจนบันทึกลงจานแม่เหล็กในยุคนั้นไม่ได้ด้วย ดังนั้นการตัดต่อด้วยภาพสโลโมชั่นจึงเป็นไปไม่ได้

นอกจากนี้ ถ้านาซาทำถึงขนาดสร้างฉากปลอมๆ ขึ้นบนโลกเพื่อถ่ายทำภาพเหตุการณ์นั้น นาซาจะต้องใช้จานแม่เหล็กที่มีความจุมากกว่าปกติถึง 3,000 เท่า ในการบันทึกวิดีโอสโลโมชั่นยาว 143 นาที ซึ่งจานแม่เหล็กที่มีความจุขนาดนั้นเกิดขึ้นหลังจากนาซาปล่อยภาพวิดีโอดังกล่าวออกมาถึงครึ่งศตวรรษ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่วิดีโอนั้นจะเป็นของปลอม

ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ qz.com

ถ้าเช่นนั้นแล้ว ทำไมธงชาติถึงโบกไปมาบนดวงจันทร์ที่ไม่มีลมพัดได้ล่ะ ?

ดร. ไมเคิล ริช นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในลอสแอนเจลิส (UCLA) อธิบายว่า สาเหตุที่เราเห็นธงชาติสหรัฐฯ โบกไปมาทั้งที่บนดวงจันทร์ไม่มีลมหรือแม้กระทั่งอากาศนั้น เป็นเพราะว่านักบินอวกาศทั้งสองพยายามปักธงลงบนพื้นผิวของดวงจันทร์ ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนพอที่จะทำให้ธงโบกไปมาได้

อีกทั้ง ดวงจันทร์ยังมีแรงโน้มถ่วงน้อยกว่าโลกของเราถึง 6 เท่า ดังนั้นธงที่ปักลงไปจึงต้องติดกับราวยึด ทำให้ดูเหมือนธงดังกล่าวมีรูปทรงเหมือนปลิวไปตามแรงลมได้

ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ bbc.com

แล้วทำไมท้องฟ้าที่เป็นฉากหลังถึงมืดสนิท ไม่มีดวงดาวเลยสักดวง ?

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ถ้าหากนักบินอวกาศไปเยือนดวงจันทร์จริงแล้ว อวกาศที่เป็นฉากหลังก็ควรจะมีดวงดาวอยู่เต็มไปหมดสิ แล้วทำไมในวิดีโอถึงไม่เห็นมีดวงดาวอะไรเลย? แถมดวงจันทร์ที่เหยียบอยู่ก็ยังดูขาวพ่องตัดกับท้องฟ้าสีดำสนิทอย่างกับจัดฉาก ใช้ไฟสปอตไลต์ส่องอยู่อย่างไรอย่างนั้น

ศาสตราจารย์ไบรอัน คอเบอร์เลน ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์ จากสถาบันเทคโนโลยีรอเชสเตอร์ ให้ความคิดเห็นในเรื่องนี้ว่า อันที่จริงมันก็มีสปอตไลต์ตามที่ฝ่ายทฤษฎีสมคบคิดเชื่อจริงๆ นั่นแหละ มันเป็นดวงไฟขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ไกลออกไป ซึ่งก็คือดวงอาทิตย์นั่นเอง

แสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องลงมากระทบกับผิวดวงจันทร์จะสะท้อนไปยังกล้องจนเกิดเป็นแสงสว่างจ้า ทำให้ดวงดาวที่อยู่บนท้องฟ้าดูมืดลงไปอีกจนแทบจะมองไม่เห็น ดังนั้นเราจึงเห็นท้องฟ้าในภาพจากภารกิจอะพอลโล11 เป็นสีดำสนิท ซึ่งถ้าเราอยากจะเห็นดวงดาวให้ชัดขึ้นล่ะก็ นาซาจำเป็นต้องถ่ายภาพนี้โดยเปิดช่องรับแสงให้นานขึ้นอีก

ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ bbc.com

พื้นผิวดวงจันทร์เป็นพื้นแข็ง แล้วมันจะมีรอยเท้านักบินอวกาศได้ยังไง ?

คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าพื้นผิวดวงจันทร์จะต้องแห้งและแข็งมาก เพราะดวงจันทร์ไม่มีชั้นบรรยากาศรวมไปถึงความชื้น แต่กลับมีคน อย่าง บัซซ์ อัลดริน สามารถทิ้งรอยเท้าเอาไว้บนดวงจันทร์ได้

ศาสตราจารย์มาร์ก โรบินสัน จากมหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตต อธิบายในเรื่องนี้ว่า เปลือกด้านนอกของพื้นของดวงจันทร์นั้นแข็งมากก็จริง แต่ด้านบนสุดก็ยังมีดินและฝุ่นละอองซ้อนกันอยู่เป็นชั้น โดยชั้นดังกล่าวที่ปกคลุมดวงจันทร์อยู่นี้มีชื่อว่า Regolith ด้วยเหตุนี้ผิวด้านบนจึงฟูนุ่มและสามารถบีบอัดจนเกิดเป็นรอยเท้าได้เมื่อมีคนเหยียบลงไป

อีกทั้งบนดวงจันทร์ไม่มีลม และอนุภาคของดินกับฝุ่นละอองก็เกาะตัวกันได้ดี รอยเท้าของนักบินอวกาศที่ไปฝากไว้บนดวงจันทร์จึงยังสามารถติดอยู่บนนั้นได้อีกนานหลายล้านปีเลยทีเดียว

ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ bbc.com

ทำไมนักบินอวกาศไม่โดนรังสีอันตรายเสียชีวิตไปก่อน ?

ก่อนที่นักบินอวกาศจะสามารถขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ได้ นักบินเหล่านั้นได้เดินทางผ่าน “แถบรังสีแวนอัลเลน” (Van Allen belts ) ที่เกิดจากลมสุริยะทำปฏิกิริยากับสนามแม่เหล็กโลก แล้วพวกเรารอดมาได้ยังไงล่ะ?

สำหรับเรื่องนี้ องค์การนาซาแถลงการณ์ว่า นักบินอวกาศใจภาคกิจอะพอลโล 11 ใช้เวลาอยู่ในจุดที่มีรังสีอันตรายแค่ 5 นาที และอยู่ในแถบรังสีโดยรวมแล้วไม่ถึง 2 ชั่วโมงด้วยซ้ำ นักบินทุกคนจึงไม่ได้รับผลกระทบร้ายแรงจากรังสีแต่อย่างใด

ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ bbc.com

มีภาพหลักฐานมากมายมายืนยันขนาดนี้ ก็แสดงว่าการไปเหยียบดวงจันทร์ของนาซาเป็นเรื่องจริง ?

ตั้งแต่ยานโคจรสำรวจดวงจันทร์ (LRO) องค์การนาซาถูกปล่อยขึ้นสู่วงโคจรของดวงจันทร์ในปี 2009 ตลอดจนยานสำรวจของนานาชาติ ยานทั้งหลายก็ได้ถ่ายภาพความคมชัดสูงจำนวนมากกลับมาเป็นหลักฐานการไปเหยียบดวงจันทร์ในโครงการอะพอลโล เช่น ภาพรอยเท้านักบินอวกาศบนพื้นผิวดวงจันทร์ ภาพรอยล้อรถตระเวนสำรวจ และภาพอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ถูกทิ้งไว้บนดวงจันทร์ รวมไปถึงภาพธงชาติสหรัฐฯ ทั้ง 6 ผืนที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่บนดวงจันทร์ ยกเว้นเสาธงของภารกิจอะพอลโล 11 เพียงอันเดียวที่ล้มลง เนื่องจากแรงผลักจากเครื่องยนต์ขับดันของยานลูนาร์โมดูลในระหว่างการเดินทางกลับโลก

ไม่เพียงเท่านั้น นักบินอวกาศยังได้เก็บหลักฐานทางธรณีวิทยาเป็นตัวอย่างหินและแร่ธาตุต่าง ๆ กลับมายังโลกด้วย ซึ่งหินและแร่เหล่านั้นมีลักษณะเฉพาะ มันจึงเป็นสิ่งยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าการเดินทางไปดวงจันทร์ครั้งนี้เกิดขึ้นจริงอย่างแน่นอน

ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ 25feb.wordpress.com

นอกจากนี้ อีกหนึ่งหลักฐานว่า นีล อาร์มสตรอง และบัซซ์ อัลดริน ได้ไปเหยียบดวงจันทร์มาแล้วจริง นั่นคือแผงกรุกระจกขนาดกว้าง 2 ฟุตที่ทั้งสองทิ้งไว้บนดวงจันทร์ แผงกรุที่ว่านี้มีกระจกนับร้อยชิ้นติดอยู่ เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์บนโลกได้ทดลองยิงแสงเลเซอร์ขึ้นไปยังแผงกระจกนี้

ซึ่งหลังจากนั้นนักวิทยาศาสตร์หลายกลุ่มก็ได้มาทำการทดลองนี้ และพบว่ามีแสงเลเซอร์สะท้อนกลับมายังโลกจริง แถมยังกลับมาภายในระยะเวลาที่ถูกต้องตามสูตรวัดระยะทางระหว่างโลกและดวงจันทร์ด้วย นี่จึงเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่ามีกระจกที่ว่านี้อยู่บนดวงจันทร์จริง

ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ bbc.com

ถ้าการไปเยือนดวงจันทร์เป็นเรื่องโกหก ทำไมชาติมหาอำนาจที่เป็นคู่แข่งถึงไม่เปิดโปงเรื่องนี้ ?

โรเบิร์ต ลอเนียส อดีตหัวหน้าทีมนักประวัติศาสตร์ขององค์การนาซา ให้ความคิดเห็นว่า น่าแปลกมากที่สหภาพโซเวีนตผู้เป็นศัตรูตัวฉกาจของสหรัฐฯ ในช่วงสงครามเย็น ไม่ผสมโรงกับฝ่ายทฤษฎีสมคบคิดและโจมตีนาซา ทั้งๆ ที่การเปิดโปงเรื่องนี้จะทำลายความน่าเชื่อถือและอิทธิพลของสหรัฐฯ ในเวทีการเมืองโลกได้เป็นอย่างมาก

“สหภาพโซเวียตในตอนนั้นมีทั้งศักยภาพและความต้องการที่จะพิสูจน์ให้ได้ว่า แท้จริงแล้วภารกิจอะพอลโล 11 เป็นเรื่องโกหก แต่ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริง ทำไมสหภาพโซเวียตจึงไม่พูดอะไรเลย ซึ่งท่าทีนิ่งเฉยแบบนี้เป็นการแสดงออกที่ชัดเจนอย่างมากว่า การไปเหยียบดวงจันทร์ของสหรัฐฯ ในครั้งนั้นเป็นความจริง” ลอเนียสกล่าว

ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ bbc.com

ส่วนเรื่องที่หลายคนสงสัยว่า ทำไมสหรัฐฯ ไม่มีภารกิจส่งนักบินไปเยือนดวงจันทร์อีกเลยหลังจากปี 1972 นักวิเคราะห์หลายคนก็ได้อธิบายว่า เพราะความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ประเทศต่างๆ จึงไม่จำเป็นต้องทุ่มงบประมาณมากมายมหาศาลในการแข่งกันส่งคนขึ้นไปยังดวงจันทร์อีกต่อไป อีกทั้งเทคโนโลยีอวกาศในสมัยนี้ยังทันสมัยขึ้นมาก ทำให้เราสามารถส่งยานและหุ่นยนต์ขึ้นไปสำรวจแทนมนุษย์ได้

ถึงกระนั้น สหรัฐฯและนานาชาติก็กลับมาอยากส่งตัวมนุษย์ไปเยือนดวงจันทร์อีกครั้ง เนื่องจากเล็งเห็นถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากทรัพยากรที่น่าจะได้จากดวงจันทร์ รวมไปถึงความต้องการที่จะใช้ดวงจันทร์เป็นฐานในการเดินทาง เพื่อขึ้นไปตั้งอาณานิคมบนดาวอังคารต่อไปด้วย