ดวงดาวแวมไพร์

แวมไพร์ ตำนานผีดูดเลือดอันโด่งดังที่เคยถูกนำไปสร้างเป็นละคร ภาพยนต์ และนิยายหลายต่อหลายครั้ง อย่างเช่นเรื่อง แดรกคูลา นวนิยายแนวสยองขวัญสุดคลาสสิคของบราม สโตกเกอร์, นิยายรักขายดีอย่าง แวมไพร์ ทไวไลท์, หรือแม้กระทั่งซีรี่ย์แนวเหนือธรรมชาติอย่าง เดอะ แวมไพร์ ไดอารี่

โดยตามความเชื่อของชาวยุโรปในยุคกลาง แวมไพร์คือผีดิบที่รูปร่างหน้าตาเหมือนคน แต่มีเขี้ยวที่แหลมคมเพื่อใช้ดูดเลือดมนุษย์ ซึ่งเหยื่อที่ถูกแวมไพร์ดูดเลือดจนหมดตัวนี้อาจจะเสียชีวิตไปเลย หรือติดเชื้อและกลายร่างเป็นแวมไพร์ตัวต่อไปก็ได้ ฟังดูเป็นเรื่องที่ลึกลับน่าสนใจดีใช่มั้ยคะ แต่รู้หรือไม่ว่าแวมไพร์นี้ไม่ได้มีอยู่แค่ตำนานบนพื้นโลกเท่านั้น แต่ยังอยู่ในอวกาศอีกด้วย!? โดยล่าสุดนี้เหล่านักวิทยาศาตร์ก็ได้ค้นพบดาวชนิดนึงที่มีนิสัยคล้ายผีดูดเดือดในตำนานนี้

ยานเคปเลอร์ คือ ยานที่ถูกส่งขึ้นไปบนอวกาศเพื่อค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ หลักการทำงานโดยรวมของมันคือ การค้นหาวัตถุโดยการตรวจจับแสงจากดวงดาวที่ลอยผ่านหน้ามันไป ซึ่งเทคนิคนี้เป็นเทคนิคที่เรียกว่า “Transit Method”

ยานเคปเลอร์นี้ก็ทำงานของมันโดยการบันทึกภาพบนอวกาศไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง ไรอัน ริเดน ฮาร์เปอร์ (Ryan Ridden-Harper) ทีมวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์กล้องโทรทรรศน์อวกาศ (STScI) แห่ง เมืองบัลติมอร์ รัฐแมริแลนด์ มาตรวจภาพจากยานดังกล่าว และสังเกตเห็นแสงสว่างในรูปที่เคปเลอร์จับภาพได้ ซึ่งนั่นมันคือภาพการระเบิดอย่างรุนแรงของโนวาแคระ (Dwarf nova) ซึ่งหาได้ยากมากในอวกาศ!

โดยการระเบิดโนวาแคระนี้เกิดจากดาวสองดวง คือ ดาวแคระขาว (white dwarf star) กับดาวแคระน้ำตาล (brown dwarf) ดาวแคระขาวคือดาวแคระที่มีอุณหภูมิพื้นผิวสูงมาก แต่ไม่ค่อยสว่าง เป็นดาวที่มีมวลใกล้เคียงกับดวงอาทิตย์ แต่มีขนาดเล็กพอๆ กับโลก ถ้าให้เปรียบเทียบกันก็คงจะเหมือนน้ำตาลก้อนเล็กๆ 1 ก้อนแต่มีน้ำหนักเท่ากับฮิปโปโปเตมัส 1 ตัวนั่นแหละค่ะ ในขณะที่ดาวแคระน้ำตาลมีมวลแค่ 1 ใน 10 เท่าของดาวแคระขาว แถมยังเป็นดาวที่มีขนาดเล็กเกินกว่าที่จะเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันได้เองด้วย 

และปัญหามันก็อยู่ที่ดาวแคระขาวกับดาวแคระน้ำตาลนี้อยู่ใกล้กันเกิน โดยดาวทั้งสองดวงอยู่ห่างกันเพียง 400,000 กิโลเมตรเท่านั้น ถ้าให้เทียบกันคร่าวๆ ก็ประมาณโลกกับดวงจันทร์นั่นแหละค่ะ และด้วยความที่มันอยู่ใกล้กันมากขนาดนี้ แรงโน้มถ่วงของดาวแคระขาวเลยฉีกมวลของดาวแคระน้ำตาลออกก่อนจะดูดกลืนเข้าไปสู่ใจกลางวงโคจรของตัวเอง เหมือนแวมไพร์ที่กำลังดูดเลือดเหยื่อ! 

หลังจากนั้นดาวแคระขาวก็สะสมมวลมากขึ้นเรื่อยๆ จนใหญ่ขึ้น และขยายขอบไปแตะบริเวณแรงโน้มถ่วงของวงโคจรดาวแคระน้ำตาล ซึ่งการเพิ่มมวลนี้ทำให้เกิดความร้อนที่ไม่เสถียร จนความร้อนของมันสูงเกินไปและระเบิดออก กลายเป็นโนวาแคระที่มีแสงสว่างขึ้นถึง 1,600 เท่าภายในเวลาไม่ถึงวัน ก่อนที่จะจางหายไป และยานเคปเลอร์ก็สามารถจับภาพเหตุการณ์นี้เอาไว้ได้

“เรียกได้ว่าเราค้นพบเหตุการณ์นี้โดยบังเอิญก็ว่าได้” ไรอัน ฮาร์เปอร์ กล่าว “เราไม่ได้ตั้งใจมองหาการปะทะที่รุนแรงแบบนี้ เราแค่ตรวจหาข้อมูลในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น”

ทีมนักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่า ตอนแรกก็ไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งได้ไปศึกษากรณีการระเบิดของโนวาแคระอื่นๆ ถึงได้รู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มันคล้ายคลึงกัน นอกจากนี้การสำรวจนี้ยังชี้ให้เห็นว่า อุณหภูมิของการรวมตัวนี้สามารถพุ่งสูงได้ถึง 2,700-5,300 องศาเซลเซียสในช่วงอุณหภูมิปกติ ไปถึงจุดที่อุณหภูมิสูงที่ระหว่าง 9,700 -11,700 องศาเซลเซียสก่อนจะนำไปสู่การระเบิด

ซึ่งเหตุระเบิดครั้งนี้ก็เป็นการระเบิดที่หายากได้ยาก มีเพียงแค่ 100 แห่งเท่านั้นที่รู้จัก โดยแต่ละกลุ่มดาวต้องใช้เวลาเป็น 10 ปี เพื่อสะสมความร้อนจึงจะระเบิดออกมาได้ ดังนั้นการหาโนวาแคระนี้ให้เจอแบบจังๆ นับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก

“แต่ถึงแม้ว่าเราจะเคยศึกษาโนวาแคระมาหลายทศวรรษแล้ว แต่มันก็ยังคงเป็นเรื่องแปลกใหม่และยุ่งยากอยู่ดี ก่อนหน้านี้เราเคยเห็นการรวมตัวกันของมวลในรูปแบบต่างๆ มามาก ตั้งแต่ตอนก่อตัวของดาวฤกษ์จนถึงการรวมตัวของหลุมดำมวลยวดยิ่ง มันจึงจำเป็นที่เราจะต้องเข้าใจมันให้ได้” ไรอัน ฮาร์เปอร์ กล่าว 

แต่ถึงอย่างนั้น อาร์มิน เรสท์ (Armin Rest) ผู้เขียนบทความวิจัยร่วม จากสถาบันวิทยาศาสตร์กล้องโทรทรรศน์อวกาศ (STScI) ก็ได้กล่าวเสริมว่า การตรวจพบสิ่งเหล่านี้ทำให้เรามีความหวัง ที่จะตรวจเจอเหตุการณ์ที่หายากยิ่งกว่านี้จากข้อมูลที่ซ่อนอยู่ในเคปเลอร์

และนี่ก็คือตำนานดวงดาวแวมไพร์ที่นักวิทยาศาสตร์บังเอิญเจอจากยานเคปเลอร์ ซึ่งหลังจากนี้เหล่านักวิทยศาตร์ก็จะค้นหาข้อมูลจากยานเคปเลอร์กันต่อไป โดยหวังว่าไม่แน่ว่าบางทีเราอาจจะมีโอกาสได้เจอปรากฏการณ์อื่นๆ ที่น่าสนใจบ้างก็ได้ แล้วท่านผู้ชมล่ะคะ มีความคิดเห็นอย่างไรกันบ้าง ร่วมพูดคุยกับเราได้ทางคอมเม้นต์ด้านล่างนี้เลยนะคะ และก่อนจากกันวันนี้ อย่าลืมกดติดตามและกดกระดิ่งช่อง eduHUB กันด้วยนะคะ