นาซาพบระบบสุริยะใหม่!

ระบบสุริยะ คือ ระบบดวงดาวที่ประกอบด้วยดาวฤกษ์อันเป็นจุดศูนย์กลาง และดาวบริวารที่เป็นดาวเคราะห์ (Planet) โคจรอยู่รอบๆ และเมื่อดาวเคราะห์เหล่านั้นมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม อย่างเช่น มีน้ำหรืออากาศ สิ่งมีชีวิตก็จะถือกำเนิดขึ้นบนดวงดาวเหล่านั้น หรือบางทีอาจะไปเกิดบนดวงจันทร์ (Satellite) ของดาวเคราะห์ดวงนั้นก็ได้ ซึ่งนักดาราศาสตร์ก็เชื่อว่านอกจากระบบสุริยะที่โลกของเราอาศัยอยู่แล้ว มันก็น่าจะมีระบบสุริยะอื่นอีกที่เอื้อให้เกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นมาได้

ซึ่งล่าสุดองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา (NASA) ก็ได้จัดงานแถลงข่าว ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐฯ ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา เพื่อเปิดเผยรายงานค้นพบครั้งใหญ่ ว่าในที่สุดเราก็ค้นพบระบบสุริยะใหม่แล้ว!

ภาพระบบสุริยะ – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ mitrearth.org

รายงานการค้นพบนี้ถูกตีพิมพ์ลงในวารสารเนเจอร์ (Nature) ว่า กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ได้ตรวจพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่มีขนาดใกล้เคียงกับโลกรวมทั้งหมด 7 ดวง โดยดาวเคราะห์เหล่านั้นโคจรรอบดาวฤษ์ 1 ดวง เช่นเดียวกับโลกที่โคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์ ซึงระบบสุริยะที่เพิ่งถูกค้นพบนี้อยู่ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ ห่างไปจากโลก 40 ปีแสง หรือราวๆ 378 ล้านล้านกิโลเมตร

นักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อให้เจ้าระบบสุริยะใหม่นี้ว่า “แทรพพิสท์-1” (TRAPPIST-1) อันมีที่มาจากชื่อของกล้องโทรทรรศน์ที่ค้นพบมันนั่นเอง โดยกล้องที่ว่านี้มีชื่อเต็มๆ ว่า The Transiting Planets and Planetesimals Small Telescope (TRAPPIST) ตั้งอยู่ในประเทศชิลี

ภาพแทรพพิสท์-1 – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ waymagazine.org

โดยในตอนแรก นักวิทยาศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์ใหม่เพียงแค่ 3 ดวงเท่านั้น และได้รับการยืนยันเพียงแค่ 2 ดวงในเดือนพฤษภาคม ปี 2559 นักวิทยาศาสตร์เลยตั้งชื่อให้มันว่า TRAPPIST ก่อนจะค้นพบดาวเคราะห์เพิ่มอีก 5 ดวง ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องตั้งชื่อไล่ไป เป็น TRAPPIST-1b, TRAPPIST-1c จนถึง TRAPPIST-1h ซึ่งเป็นดาวดวงที่ 7 นั่นเอง และดาวเคราะห์ 3 ดวงในระบบสุริยะใหม่นี้ก็ยังอยู่ในบริเวณที่เอื้ออำนวยให้เกิดสิ่งมีชีวิตอีกด้วย หรือก็คือเป็นบริเวณที่น้ำพอจะอยู่ในรูปของเหลวได้ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่าสิ่งมีชีวิตเองก็น่าจะอาศัยบนดาวเหล่านี้ได้เช่นเดียวกัน

อันที่จริงแล้วก่อนหน้านี้ นาซาก็เคยค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะมาแล้วมากมาย แต่นี่เป็นครั้งแรกเลยที่สามารถค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะจำนวนมาก แถมดวงดาวเหล่านั้นยังอยู่ในบริเวณที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิตด้วย

ภาพแทรพพิสท์-1 – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ thaipublica.org

“การค้นพบครั้งนี้เป็นชิ้นส่วนสำคัญที่จะทำให้ใกล้ความจริงเกี่ยวกับปริศนาเรื่องการค้นพบสภาพแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตอาศัยได้นอกโลกของเรา เริ่มตอบคำถามที่ว่า มีสิ่งมีชีวิตอื่นนอกโลกของเราหรือไม่” โธมัส เซอร์บูเชน รองผู้บริหารกรมภารกิจวิทยาศาสตร์ จากองค์การนาซา ในกรุงวอชิงตัน กล่าว

ต่อมานักวิทยาศาสตร์ก็ได้ทำการระบุขนาดและคำนวนมวล ตลอดไปจนถึงความหนาแน่นของดาวเคราะห์ทั้ง 7 ดวงในระบบ TRAPPIST-1 ก่อนจะพบว่าพวกมันเป็นดาวเคราะห์ที่มีลักษณะเช่นเดียวกับโลกของเราเลย ถึงแม้ว่าดาวฤกษ์ที่อยู่ใจกลางระบบ TRAPPIST-1 จะเป็นดาวฤกษ์ประเภทดาวแคระเย็นจัด (ultra-cool dwarf) ซึ่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์โดยสิ้นเชิง

ภาพดาวเคราะห์ 7 ดวงในแทรพพิสท์-1 – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ thaipublica.org

แต่ด้วยอุณหภูมิที่เย็นจัดถึงขนาดนี้ ส่งผลให้ของเหลวยังคงอยู่บนดาวเคราะห์ได้โดยไม่ระเหยไปไหน แม้ว่าดาวเคราะห์เหล่านั้นจะอยู่ใกล้ดาวฤกษ์มากก็ตาม ซึ่งในระบบสุริยะใหม่นี้ ดาวเคราะห์ทั้ง 7 ดวงก็อยู่ใกล้กับดาวฤกษ์มากเสียด้วย โดยมันอยู่ใกล้กว่าดาวพุธที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดในระบบสุริยะของเราเสียอีก

อีกทั้งดาวเคราะห์แต่ละดวงในระบบสุริยะใหม่ยังอยู่ใกล้กันมาก ถ้าหากให้เปรียบเทียบล่ะก็ ถ้าเรายืนอยู่บนดาวเคราะห์ดวงใดดวงหนึ่งในระบบสุริยะนี้ เราก็จะสามารถมองเห็นดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ อีก 6 ดวงได้ด้วยตาเปล่าได้ เช่นเดียวกับที่เราสามารถมองเห็นดวงจันทร์จากโลกได้นั่นแหละ แต่ดวงดาวที่เห็นจะใหญ่กว่าดวงจันทร์มาก จนเราสามารถมองเห็นเมฆบนชั้นบรรยากาศตลอดจนพื้นผิวของดาวดวงนั้นได้เลยทีเดียว

ภาพระยะห่างของดาวเคราะห์ในแทรพพิสท์-1 เทียบกับระบบสุริยะ – ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ it24hrs.com

และด้วยความที่ดาวเคราะห์แต่ละดวงอยู่ใกล้กับดาวฤกษ์มากขนาดนี้ ทำให้ดาวเคราะห์หันด้านหนึ่งเข้าหาดาวฤกษ์ตลอดเวลา ทำให้เกิดซีกที่มีแต่กลางวันเสมอ และซีกที่มีแต่กลางคืนเสมอ เนื่องจากแสงจากดาวฤกษ์ตกกระทบดาวเคราะห์เพียงด้านเดียวตลอดเวลา ส่งผลให้อุณหภูมิของดาวเคราะห์แต่ละฝั่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

หลังจากนี้ไป ทีมนักวิทยาศาสตร์จะเฝ้าศึกษาและติดตามผลระบบสุริยะใหม่นี้ต่อไป รวมไปถึงประเมินดาวเคราะห์ทั้ง 3 ดวงที่มีโซนเอื้อต่อสิ่งมีชีวิต ว่ามันจะมีโอกาสค้นพบสิ่งมีชีวิตบนดวงดาวเหล่านี้หรือไม่