นักบินอวกาศผู้เดินทางข้ามกาลเวลาไปยังอนาคตได้

ที่ผ่านมาโลกเราเคยมีการเดินทางออกไปสำรวจอวกาศอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการออกไปสำรวจโดยมนุษย์อย่างการส่งนักบินอวกาศขึ้นไปเหยียบดวงดาวต่างๆ หรือการส่งหุ่นยนต์ออกไปสำรวจและเก็บภาพ รวมถึงตัวอย่างบนดาวต่างๆ กลับมา โดยเริ่มแรก ประเทศต่างๆ ทำการสำรวจอวกาศเพื่อแสดงความสามารถของประเทศตนเอง อย่างเช่นอเมริกาและรัสเซียที่พยายามแข่งกันสำรวจอวกาศเรื่อยมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น

หลังจากนั้นเทคโนโลยีด้านการสำรวจอวกาศก็พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนสามารถสร้างจรวดเชื้อเพลิงเหลวขนาดใหญ่ได้ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ความก้าวหน้านี้ทำให้มีการร่วมมือกันระหว่างประเทศ เพื่อความอยู่รอดของมนุษยชาติในอนาคต ตลอดจนการสร้างผลประโยชน์ทางการทหารที่เหนือกว่าประเทศอื่น ทำให้โครงการสำรวจอวกาศถูกวิจารณ์ในเรื่องค่าใช้จ่ายและความปลอดภัยของนักบินอวกาศในบางครั้ง แต่ในขณะที่ผู้คนยังคงวิพากวิจารณ์เรื่องการส่งนักบินขึ้นอวกาศอยู่นี้ ก็มีนักบินชาวรัสเซียคนหนึ่งที่กล่าวว่าเขาได้เดินทางขึ้นไปบนอวกาศ และสามารถเดินทางข้ามกาลเวลาได้แล้ว นักบินคนนั้นมีชื่อว่า เซียร์เกย์ ครีคาเลฟ (Sergei Krikalev) นั่นเอง

ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ efcate.com

ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์แล้ว เราไม่สามารถเดินทางย้อนกลับไปในอดีตได้ เพราะขัดต่อหลักวิทยาศาสตร์ ถึงกระนั้นไอน์สไตน์ก็ได้เขียนอธิบายไว้ว่า ถ้าหากเราสามารถขยายขนาดของกาลเวลา (Time dilation) ได้ เราก็จะสามารถเดินทางไปยังอนาคตได้ กล่าวคือถ้าหากเราเดินทางเข้าใกล้ความเร็วแสง ความกว้างของเวลาก็จะยิ่งมากขึ้น เพราะความเร็วแสงเป็นอนันต์ ดังนั้นถ้าหากเราเดินทางด้วยความเร็วแสง เวลาจะหยุดเดินหรือก็คือเราจะสามารถข้ามเวลาได้ ซึ่งครีคาเลฟก็สามารถข้ามเวลาไปยังอนาคตได้ไกลถึง 0.02 วินาที

แต่ก่อนที่ครีคาเลฟจะมีโอกาสได้ข้ามเวลา เรามาแวะดูประวัติของเขากันสักเล็กน้อย ก่อนหน้านี้ครีคาเลฟเป็นวิศวกรเครื่องกลและเป็นหนึ่งในนักบินอวกาศที่มีผลงานมากที่สุดในโลก โดยเขาเคยท่องอวกาศมาแล้ว 6 ครั้ง ใช้เวลาในอวกาศโดยรวมแล้ว 803 วัน 9 ชั่วโมง 39 นาที ซึ่งถือว่ามีชั่วโมงการทำงานมากที่สุดในโลกเป็นอันดับ 3 เลยทีเดียว โดยอันดับสองคือ ยูริ มาเลนเชนโก (Yuri Malenchenko) และอันดับหนึ่งคือ เกนนาดี พาดัลกา (Gennady Padalka)

ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ factrepublic.com

ครีคาเลฟเริ่มเป็นนักบินอวกาศในปี 1985 และได้ออกปฏิบัติภารกิจแรกที่สถานีอวกาศเมียร์ เขาเดินทางออกจากโลกขึ้นสู่อวกาศด้วยยาน Soyuz TM-7 ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 1988 และเมื่อภารกิจเสร็จสิ้นก็ได้เดินทางกลับมายังโลกในวันที่ 27 เมษายน 1989

ต่อมาในวันที่ 19 พฤษภาคม 1991 ภารกิจที่สองของครีคาเลฟก็ได้เริ่มขึ้น เขาได้ขึ้นยาน Soyuz TM-12 ไปยังอวกาศอีกครั้ง แต่เนื่องจากเกิดปัญหา ทำให้แผนการเปลี่ยนลูกเรือบนสถานีอวกาศเกิดความล่าช้า ครีคาเลฟเลยต้องใช้เวลาอยู่ในสถานีอวกาศนานขึ้น กว่าจะได้กลับลงมายังโลกก็ปาเข้าไปถึงวันที่ 25 มีนาคม 1992 แล้ว

ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ rbth.com

สำหรับการเดินทางขึ้นอวกาศครั้งที่สาม ภารกิจที่เขาได้รับมีชื่อว่า STS-60 ครีคาเลฟได้เดินทางโดยกระสวยอวกาศดิสโคเวอร์รี ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 1994 และกลับมาในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1994 ซึ่งเขาได้ใช้เวลาบนอวกาศในครั้งนี้รวม 8 วัน 7 ชั่วโมง 9 นาที

มาต่อที่การเดินทางขึ้นอวกาศครั้งที่ห้า ในวันที่ 4 ธันวาคม 1998 ครีคาเลฟได้ทำภารกิจ STS-80 และเดินทางไปกับกระสวยเอนเดเวอร์ (Endeavour) เราใช้เวลาในภารกิจนี้ติดต่อกัน 12 วันก่อนจะเดินทางกลับโลกในวันที่ 15 เดือนและปีเดียวกัน

ขอขอบคุณภาพประกอบจากทวิตเตอร์ อยู่ให้รู้ มองให้ลึก

ภารกิจครั้งที่หก ครีคาเลฟได้ทำภารกิจชื่อ Expedition 1 โดยได้เดินทางขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ ISS ในวันที่ 31 ตุลาคมปี 2000 และกลับมายังโลกในวันที่ 18 มีนาคม 2001 และภารกิจครั้งที่เจ็ดซึ่งเป็นภารกิจสุดท้ายคือภารกิจ Expedition 11 ครีคาเลฟถูกส่งตัวขึ้นไปทำงานบนสถานีอวกาศนานาชาติอีกเช่นกัน แต่ครั้งนี้เขาต้องอยู่บนนั้นนานกว่าเพื่อนนักบินคนอื่น โดยเขาเดินทางวันที่14 เมษายน 2005 จนถึง 10 ตุลาคม 2005 ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงได้กลายเป็นหนึ่งในนักบินที่ใช้เวลาบนอวกาศนานที่สุด

แต่การเดินทางในครั้งสุดท้ายนั้นก็ได้ทำให้เขาเดินทางข้ามเวลาด้วย เพราะความเร็วที่สถานีอวกาศใช้โคจรรอบโลกคือราวๆ 7.66 กม.ต่อวินาที แน่นอนว่าความเร็วระดับนี้ไม่ได้เข้าใกล้ความเร็วแสงเลย แต่ก็ยังเร็วกว่าการเคลื่อนที่บนโลกของเรามาก ซึ่งนั่นทำให้กาลเวลาขยายตัว และถ้าหากเรานำความเร็วการโคจร แรงโน้มถ่วง และระยะเวลาที่ครีคาเลฟใช้บนอวกาศมาคำนวนดูด้วยทฤษฎีของไอน์สไตน์ ผลลัทธ์ที่ได้คือเขาได้เดินทางข้ามเวลาไปยังอนาคต 0.02 วินาทีไปแล้วนั่นเอง