ดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ของระบบสุริยะ

แต่เดิมระบบสุริยะมีดาวเคราะห์ทั้งหมด 9 ดวง ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน และดาวพลูโต จนกระทั่งเมื่อปี ค.ศ. 2006 ที่การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล (IAU General Assembly) (ไอเอยู เจเนอรัล แอซเซมบลี่) ณ กรุงปราก เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็ก ดาวพลูโตถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มของดาวเคราะห์แคระ ด้วยเหตุผลที่ว่าดาวพลูโตมีขนาดที่เล็กและมีวงโคจรที่ต่างจากดาวดวงอื่น โดยมีวงโคจรเป็นวงรีคาบเกี่ยวเข้าไปในบริเวณของ Kuiper Belt (ไคเปอร์ เบลท์)  หรือแถบไคเปอร์ ส่งผลทำให้ดาวพลูโตพ้นสถานะการเป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ เหลือดาวเคราะห์เพียง 8 ดวงโดยที่มีดาวเนปจูนเป็นดาวที่อยู่สุดขอบของระบบสุริยะจักรวาลนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

หลังจากเหตุการณ์ที่กรุงปรากผ่านไป 13 ปี ดูเหมือนว่าระบบสุริยะของเราอาจจะสามารถกลับไปมีจำนวนดาวเคราะห์เป็น 9 ดวงเหมือนแต่เดิมได้ เพราะนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าก้อนน้ำแข็งขนาดเล็ก และเศษหินขนาดต่าง ๆ ในบริเวณที่ถัดจากดาวเนปจูนออกไปหรือบริเวณแถบไคเปอร์ มีวงโคจรเป็นรูปวงรีค่อนข้างมาก และมีทิศทางเคลื่อนออกไปจากจุดเดียวกันทั้งหมดที่เอียงไปในทางทิศเดียวกัน ทำให้มีการสันนิษฐานว่าการที่วงโคจรจะอยู่ในลักษณะแบบนี้ได้จะต้องได้รับอิทธิพลจากแรงดึงดูดอย่างมหาศาลจากดาวเคราะห์ดวงใดดวงหนึ่งที่กำลังไล่ต้อนวัตถุเหล่านี้อยู่ นักวิทยาศาสตร์คิดว่ามันน่าจะเป็นผลมาจากดาวเคราะห์ปริศนา ที่พวกเขาได้ขนานนามให้กับมันไปว่า “Planet X” หรือ “ดาวเคราะห์ดวงที่ 9”

วันนี้พวกเรา Eduhub จะพาทุกท่านไปสำรวจดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ดวงนี้ แต่ก่อนที่เราจะไปรับชมกัน อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ กดติดตาม และกดกระดิ่งช่อง eduhub เพื่อเป็นกำลังใจให้กับพวกเราด้วยนะครับ

ดาวเคราะห์ดวงที่ 9 หรือ Planet X ถูกตั้งสมมุติฐานว่าโคจรอยู่ที่ขอบนอกของระบบสุริยะ มีมวลมากกว่าโลก ถึง 10 เท่า อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากกว่าระยะทางจากดวงอาทิตย์ถึงดาวเนปจูน 20 เท่า ซึ่งโคจรรอบดวงอาทิตย์ที่ระยะทางเฉลี่ย 2.8 พันล้านไมล์ ใช้เวลาราว 10,000 ถึง 20,000 ปี 

          ศาสตราจารย์คอนสแตนติน แบทีกิน และศาสตราจารย์ไมเคิล อี. บราวน์ (Konstantin Batygin and Mike Brown) นักดาราศาสตร์สองคนจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย ได้นำเสนอหลักฐานการดำรงอยู่ของดาวเคราะห์ดวงที่ 9 เป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม ปี ค.ศ.2016 วัตถุในแถบไคเปอร์ 6 ดวงมีระนาบการโคจรที่ผิดปกติ ทั้งหมดมีวงโคจรชี้ไปในทิศทางเดียวกันซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกมากและยังเอียงทำมุม 30 องศาเทียบกับระนาบการโคจรของดาวเคราะห์ทั้ง8 ซึ่งแสดงถึงว่ามีดาวเคราะห์ดวงใหญ่ขนาด 10 เท่าของโลกกำลังดึงดูดอยู่ภายในเงามืด และจากการใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์ของระบบสุริยะที่มีดาวเคราะห์ดวงที่ 9 รวมอยู่ด้วยพบว่ามีวัตถุอีกจำนวนมากที่เอียงทำมุมถึง 90 องศาเทียบกับระนาบของระบบสุริยะซึ่งคาดว่าเกิดจากอิทธิพลของ Planet X ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาในข้างต้นจึงพอจะสามารถอธิบายได้ว่าทำไมวัตถุในแถบไคเปอร์ถึงได้โคจรในทิศทางตรงกันข้ามกับวัตถุอื่นในระบบสุริยะ

“ไม่มีแบบจำลองอื่นใดที่สามารถอธิบายความแปลกประหลาดของวงโคจรที่เอียงอย่างมากนี้ นั่นเป็นเพราะดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ทำให้เกิดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ วัตถุต่าง ๆ เอียงออกจากระนาบของระบบสุริยะด้วยอิทธิพลของดาวเคราะห์ดวงที่ 9 และกระจัดกระจายเข้ามาข้างในโดยดาวเนปจูน” ศาสตราจารย์คอนสแตนติน แบทีกินกล่าว

หลังจากที่รวบรวมเหตุผลและสมมติฐานต่าง ๆ ศาสตราจารย์คอนสแตนติน แบทีกิน และศาสตราจารย์ไมเคิล อี. บราวน์จึงพยายามใช้กล้องโทรทรรศน์ Subaru (ซูบารุ) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการค้นหาวัตถุสลัวเลือนลางที่อยู่ห่างไกลมาก ณ หอดูดาว Mauna Kea (มอนา เคอา) ในฮาวายเพื่อค้นหาตำแหน่งของดาวเคราะห์ดวงที่ 9 นี้ แต่การค้นหาไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ เพราะดาวเคราะห์ดวงนี้อยู่ห่างไกลเป็นระยะทางที่มากกว่าระยะทางจากโลกไปถึงดวงอาทิตย์หลาย 100 เท่า ทำให้ยากต่อการค้นหา ทั้งคู่จึงได้เสนอว่า ดาวเคราะห์ดวงที่ 9 นี้น่าจะก่อตัวแบบปกติเหมือนดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน แต่อาจจะเข้าใกล้ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์มากเกินไปจึงถูกเหวี่ยงจนออกไปที่ขอบนอกของระบบสุริยะ อีกเหตุผลหนึ่งคืออาจเป็นหลุมดำอิสระนอกระบบสุริยะที่ถูกแรงดึงดูดของระบบสุริยะจับเอาไว้ ซึ่งเหตุผลนี้อาจจะมีน้ำหนักมากกว่าก็เป็นได้  และเมื่อไม่นานมานี้มีจากงานวิจัยล่าสุดของ Jakub Scholtz (ยาคุบ โชลซ์) และ James Unwin (เจมส์ อันวิน) ได้เสนอว่า จริง ๆ แล้วแรงดึงดูดมหาศาลนี้อาจจะเป็นผลมาจากหลุมในดำยุคเริ่มแรกซึ่งเป็นหลุมดำที่มีขนาดเล็กมากจึงยากต่อการค้นพบ นอกจากนี้มันยังเกิดขึ้นมาในช่วงก่อกำเนิดของจักรวาลหรือบิ๊กแบงอีกด้วย

แม้ว่าจะยังไม่ได้รับการยืนยันจากนักวิทยาศาสตร์ แต่ได้มีแนวคิดที่ว่าในจักรวาลอาจมีหลุมดำยุคเริ่มแรกอยู่มากมาย โดย James Unwin ใช้วิธีการตรวจหาที่แตกต่างไปจากเดิม ซึ่งตั้งสมมติฐานว่า ดาวเคราะห์ดวงที่ 9 หรือหลุมดำนี้น่าจะถูกล้อมรอบด้วยสสารมืดซึ่งสร้างแหล่งรังสีแกมมาและรังสีคอสมิกที่สามารถตรวจพบได้ ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลที่พวกเขาไม่สามารถตรวจหาได้ในช่วงแสงที่ตามองเห็นและอินฟราเรด ซึ่งอาจจะต้องตรวจหาผ่านรังสีแกมมาและรังสีคอสมิกแทน

อย่างไรก็ตามจากข้อมูลที่ได้กล่าวมานี้ก็ยังยากที่จะยืนยันทฤษฎีที่ว่าดาวเคราะห์ดวงที่ 9 เป็นหลุมดำ เพราะถ้าหลุมดำนี้มีมวลถึง 10 เท่าของโลกและมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 9 ซม. จะมีอุณหภูมิของการแผ่รังสีฮอว์คิงอยู่ที่ 0.004 เควิน ซึ่งมันเย็นกว่ารังสีไมโครเวฟพื้นหลังของจักรวาล ดังนั้นจึงมีแค่พลังงานที่แผ่ออกมาพียงอย่างเดียวและด้วยขนาดของหลุมดำที่มีขนาดเล็กมากจึงตรวจจับได้ยาก หากการค้นหาดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ด้วยวิธีปกติที่คิดว่าเป็นดาวเคราะห์ไม่ประสบความสำเร็จ ทฤษฎีหลุมดำนี้อาจจะเป็นคำตอบก็เป็นได้ คงต้องลุ้นผลการตรวจสอบกันต่อไปว่าสรุปแล้วมีดาวเคราะห์อีกดวงซึ่งเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ในระบบสุริยะของเราหรือจริง ๆ แล้วเป็นหลุมดำในยุคเริ่มแรกกันแน่