ค้นพบแล้ว! ‘Accretion Burst’ การระเบิดสร้างดาว

Accretion Burst

เพื่อนๆ ทุกคนคงรู้จักทฤษฏีกำเนิดจักรวาลหรือบิ๊กแบงกันดีอยู่แล้วใช่มั้ยคะ ว่าบิ๊กแบงเป็นการระเบิดครั้งใหญ่ เมื่อ 13.7 พันล้านปีก่อน ทำให้จักรวาลอยู่ในสภาพที่มีอุณหภูมิร้อนจัดจนเกิดเป็นอนุภาคพื้นฐานต่างๆ อย่างควาร์ก อิเล็กตรอน นิวทริโน โฟตอน รวมถึงพลังงาน กระจัดกระจายไปทั่วจักรวาล ในตอนนั้นจักรวาลแทบไม่มีอะไรเลย จนเมื่อเวลาผ่านไปกว่าหนึ่งพันล้านปี อนุภาคต่างๆ เริ่มจับตัวกันเป็นสสาร กลายเป็นกลุ่มก๊าซและฝุ่นผง ก่อนจะเริ่มจับตัวกันจนเกิดเป็นดวงดาวและกาแลคซีขึ้น ส่งผลให้เรามีจักรวาลและดาวเคราะห์น้อยใหญ่อย่างที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ แต่นอกจากบิ๊กแบงที่เป็นการระเบิดครั้งใหญ่เมื่อหลายพันล้านปีก่อนแล้ว ปัจจุบันดวงดาวบางดวงก็ยังคงระเบิดและเกิดเป็นดวงดาวเล็กๆ ดวงอื่นอยู่อีก

ในขณะที่เราให้ความสนใจกับดวงอาทิตย์ที่เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ แต่รู้หรือไม่ว่า มีดวงดาวอื่นๆ อีกมากมายที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 8 เท่า เราเรียกดวงดาวเหล่านี้ว่า “ดาวมวลมาก” ซึ่งดาวมวลมากนี้ก็มีอิทธิพลต่อโครงสร้างและปริมาณทางเคมีของกาแลคซีนี้ เมื่อใดก็ตามที่พวกมันเผาผลาญก๊าซไฮโดรเจนจนหมด มันก็จะตายและระเบิดออก อย่างที่เราเรียกกันว่า “ซุปเปอร์โนวา” ซึ่งการระเบิดเช่นนี้ก็รุนแรงถึงขนาดก่อให้เกิดดวงดาวใหม่ๆ จากกลุ่มก้อนดาวที่ตายไปแล้วต่อไป

ถึงอย่างนั้นนักดาราศาสตร์ทั้งหลายก็ยังคงหาคำตอบไม่ได้ว่า เดิมทีแล้วดาวมวลมากพวกนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร? เพราะที่ผ่านมาดาวมวลมากเกือบทั้งหมดอยู่ห่างจากระบบสุริยะของเรามาก แถมยังเกิดอยู่ใกล้ๆ กันทำให้ยากต่อการศึกษาสภาพแวดล้อมที่ทำให้เกิดดาวดวงนั้นขึ้นมาจริงๆ

อย่างไรก็ตาม นักดาราศาสตร์ส่วนหนึ่งเชื่อว่าบางทีดวงดาวอาจเกิดจากการหมุนวนของก๊าซและฝุ่นที่รวมตัวกัน และเมื่อดวงดาวรวมตัวกับสสารจำนวนมากก็อาจทำให้เกิดการระเบิดของดาวมวลมากขึ้นมาได้ โดยเหตุการณ์นี้เราจะเรียกว่า แอคครีชันเบิร์ส “Accretion Burst” หรือก็คือการระเบิดจากการรวมตัวกันนั่นเอง ซึ่งแอคครีชันเบิร์สนี้หาได้ยากมาก มีการค้นพบการระเบิดแบบนี้เพียงแค่สามครั้งเท่านั้น

หลังจากที่เกิดแอคครีชันเบิร์สครั้งแรกในปี 2016 นักดาราศาสตร์ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น โปแลนด์ อิตาลี จีน รัสเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแอฟริกาใต้ ก็ได้ร่วมมือกันศึกษาเรื่องดังกล่าว จนเกิดเป็นองค์กร Maser Monitoring Organization (เมเซอร์ มอนิเตอร์อิ้ง ออแกไนเซชัน) หรือ M2O ขึ้น และเริ่มศึกษาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าโดยใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุ บนคลื่นความถี่ระดับเซนติเมตร (Centimeter Wavelength) จนกระทั่งในเดือนมกราคม 2019 นักดาราศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยอิบารากิในญี่ปุ่นสังเกตว่า หนึ่งในดาวยักษ์ใหญ่อย่าง G358-MM1 แสดงสัญญาณแปลกๆ ออกมา คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของดาวดวงนั้นสว่างขึ้นอย่างมากในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งตรงกับทฤษฏีที่ว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะสว่างขึ้นเมื่อถูกกระตุ้นด้วยแอคครีชันเบิร์ส

และในการสำรวจเพื่อติดตามผล นักดาราศาสตร์จำนวนหนึ่งก็ได้เป็นพยานพบเห็นการระเบิดของคลื่นความร้อนที่เดินทางผ่านสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดดาวฤกษ์ ซึ่งการระเบิดนี้สามารถกินเวลาถึง 2 สัปดาห์ไปจนถึงเป็นเดือน แต่การระเบิดครั้งนี้ก็เป็นการระเบิดที่แตกต่างจากแอคครีชันเบิร์ส 2 ครั้งก่อน เป็นไปได้ว่าแอคครีชันเบิร์สเองก็อาจจะแบ่งได้เป็นประเภทต่างๆ ขึ้นอยู่กับมวลและอายุของดวงดาว โดยนักดาราศาสตร์ทั้งหลายจะติดตามและศึกษาเรื่องแอคครีชันเบิร์สนี้ต่อไป ซึ่งการค้นพบครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อันเกิดจากการร่วมมือของนักดาราศาสตร์จากทั่วทุกมุมโลก ที่ช่วยกันมองขึ้นไปบนท้องฟ้า จากมุมมองที่แตกต่างกันจนสามารถค้นพบการระเบิดครั้งนี้ได้ เรียกได้ว่าการค้นพบครั้งนี้เกิดจากความสามัคคีของเหล่านักดาราศาสตร์ทั้งหลายเลยก็ว่าได้ และถ้าใครชอบบทความสาระดีดีอย่างนี้ ก็อย่าลืมกดติดตามและกดกระดิ่งช่อง eduHUB กันด้วยนะคะ